Arnon Wanla
อาเซียน  อินโดนีเซีย  โบรโม่   2019-04-14 22:04:09  
ความคิดเห็น(0)  เปิดดู(278)  ชอบ(3)  ไร้สาระ(0)

โบรโม่.....อินดี้ที่อินโด ตอน คนละทางเดียวกัน

สวัสดีครับมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านครับ ชื่อตอนอาจจะดู งงๆกันสักนิดนะครับ แต่ถ้าอ่านจบก็จะรู้เลยครับว่าหมายความว่าอย่างไร 7.00 น ก้มมองนาฬิกาข้อมือก็พบว่า เราดื่มด่ำกับบรรยากาศของภูเขาไฟโบรโม่ซะจนสายเสียแล้ว เพราะวันนี้เรามีโปรแกรมการเดินอีกหลายกิโลเมตร หลังจากเก็บภาพความประทับใจเสร็จก็รีบเก็บของที่แบกมาเพื่อแบกกลับ วันนี้จะต้องไปพิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ ขณะนี้ผู้คนมากมายที่มาเก็บความประทับใจ ณ จุดชมวิวแห่งนี้ ก็เริ่มทยอยลงไปบ้างแล้ว ผมเก็บของเดินฝ่าฝูงชนลงมาตามทางเดิม แต่คราวนี้เห็นถนนหนทางชัดเจน เดินลงมาเรื่อยๆก็มีความคิดในใจว่า นี่กรูเดินขึ้นมาหรอเนี่ยทางทั้งชันทั้งลื่น555 เดินลงมาสักพักก็พบกับขบวนรถจิ๊บที่จอดเรียงรายข้างทางยาวนับร้อยเมตร โอ้โห..นี่ผู้คนมากจากไหนกันวะเนี่ย ดินย้อนลงมาทางเดิมเพื่อกลับที่ัพัก เพราะเส้นทางที่เราจะใช้เดินลงไปภูเขาไฟเป็นเส้นทางของม้า ย้ำ...เส้นทางม้า ที่ชาวบ้านเอาไว้ให้ม้าลงไปข้างล่างบริเวณตีนเขา ขณะเดินกลับมาก็พบกับความเพลิดเพลินกับวิวตลอดข้างทาง เป็นแปลงเกษตรกรรม การปลูกผักของคนในพื้นที่จริงๆ คนที่นั่งรถจิ๊บไม่มีโอกาสได้สัมผัสแบบริงไซ้ค์แน่นอน เพราะนอกจากจะชมวิวแล้ว ยังเดินเข้าไปฉี่อีกตางหาก 555 ขำตัวเอง เดินมาเรื่อยๆสัก 1 กิโลเมตร ก้ได้ยินเสียงเครื่องยนต์นานาชนิดทั้งรถจิ๊บ รถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์เนี่ยเป็นของคนอินโดที่มาเที่ยวกันในวันหยุด ส่วนรถจิ๊บจะเป็นของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนไทยที่ฮอตฮิตมาก แต่ละคันก็เร่งเครื่องทำเวลาเพื่อจะไปยังถูเขาไฟโบรโม่ คันแล้วคันเล่าที่วิ่งแซงผมไป ส่วนผมก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ถามว่าอยากจะไปเร็วๆไหม ก็อยาก แต่ก็รู้สึกว่า เราจะรีบไปไหนเมื่อโบรโม่ก็ตั้งอยู่ตรงนั้นไม่หนีไปไหนแน่นอน(ปลอบใจตัวเอง คือเริ่มเหนื่อย 555) ผมใช้เวลาเดินกลับพอๆกับขาขึ้นมาเพราะมัวแต่ดื่มด่ำวิวสองข้างทางเสียจนเพลิน ดูนาฬิกาอีกทีก็ 8 โมงกว่าๆแล้ว ถึงที่พักก็ขอเข้าห้องพักสักนิดนึงเพื่อหาอะไรกินลองท้องสักหน่อย งัดขนมที่ซื้อติดกระเป๋าไ้วมากิน และต้มน้ำเพื่อชงกาแฟวองของโรงแรม อยากบอกว่ากาต้มน้ำนี้สภาพไม่น่าใช้อย่างแรง เอาว่ะ ถ้ามันจะตายเพราะไฟช็อตก็ยอมละจังหวะนี้ รอไปสักพักน้ำเริ่มเดือด เออ ใช้ได้ ฉีกกาแฟใส่แก้ว เทน้ำร้อน คนไปคนมา เอะทำไมมันไม่ละลายนะ คนอีก คนไปเรื่อยๆ สรุปว่ามันละลายได้แค่นั้น ใครที่เคยกินกาแฟอินดท้องถิ่นจะรู้เลยว่า กาแฟที่นี่จะมีผงๆที่ไม่ละลาย เหมือนเป็นกากกาแฟอ่ะ อะไรทำนองนั้น เอ้า กินก้กิน รสชาติพอไปได้ เอาแค่รู้สึกว่าเป็นกาแฟก้ฟินละ หลังจากกินเสร็จ ก็รีบเก็บของสะพายกล้อง แต่ไม่เอาขาตั้งไป เดินมาถึงหน้าโรงแรมที่พัก ก็ไปยังช่องทางเดินลงเขาที่ถามคนในโรงแรมไว้แล้วเมื่อวาน ว่าสามารถเดินลงไปด้านล่างและเดินตาอไปยังภูเขาไฟได้ ต้องขอขอบคุณคนที่เขีนรรีวิวการเดินไปภุเขาไฟโบรโม่ในเพจพันทิพย์ วึ่งเป็นข้อมูลที่ผมยึดถือในการเดินทางอย่างมากในครั้งนี้ ผมเดินลงไปเรื่อย ทางไม่ลำบากมากนักเดินสบายๆ แถมอากาศก้ดีมากๆเพราะเป็นทางเดินในป่า แต่ทางจะเป้นฝุ่นมากๆ เพราะม้าย่ำเอาไว้ และที่สำคัญ ขี้ม้าเพียบครับพี่น้อง ยังกะเดินผ่านทุ่งระเบิดกันเลยทีเดียว ผมเดินลงมาเรื่อยๆไม่นานนักก็มาถึงด้านล่าง มองขึ้นไปด้านบน นี่กรูเดินลงมาหรอเนี่ย เอามองไปข้างหน้า ภูเขาไฟโบรโม่ก็ไม่ไกลเท่าไหร่ และมีขบวนรถจิ๊บ รถมอเตอรืไซคืเยอะมาก มาเป็นสายยังกะงานกาชาดในประเทศไทยเลยครับเยอะจริงๆคนนิยมมากันมาก ระหว่างทางเดินนี่ผมชอบบรรยากาศมากๆ มันเป็นทุ่งกว้างมาก ไม่มีต้นไม้เลยสักต้น มีแต่ต้นหญ้าเป็นกอเล็กๆน้อยๆ เดินไปเรื่อยๆเหมือนใกล้ แต่ ทำไมไม่ถึงสักทีหวะ คือระยะทางที่เขาบอกกันมาประมาณ 3 กิโลเมตร ก็ไม่ไกลเดินไปเรื่อยๆเริ่มหนืดล่ะ เพราะเป็นแบบดินภูเขาไฟ สุดท้ายก็ถึงจนได้ ตีนเขานะ ยังไม่ได้ขึ้นเนินอะไรทั้งนั้น เหนื่อยสะแล้ว เมื่อยด้วย ที่สำคัญแดดเริ่มร้อนมาก ดีนะที่เราเตรียมน้ำมา 1 ขวด เดินผ่านวัดของชาวฮินดูด้านล่าง เข้าสู่เขตตีนเขาล่ะ แต่ยังไม่ถึงบันได ระหว่างทางจนถึงบันไดเปฌนเนินขึ้นที่ทำให้เปลืงแรงมาก นอกจากจะชันแล้ว ยังลื่นด้วย คือเป็นดินล้วนๆไม่มีไรเลย ฝุ่นนี่ฟุ้งกระจายไปทั่ว แล้วคนที่เป็นภุมิแพ้แบบผมจะเหลือหรออะเกือบตาย ดีที่ทำการบ้านมาอย่างดี เอาโม่งใส่หัวคลุมจมูกมาด้วย แต่อยากบอกว่าช่วยไรไม่ได้มาก ระวหว่างทางจะมีบริการขึ้นม้า เหมือนม้าริมชายหาดบ้านเราแต่อันนี้ม้าริมเขา 555 เออก็ดีไปอีก แต่ราคาก็เอาเรื่องนะครับ นั่งไปถึงตรงแถวบันไดเขานี่ประมา 150000-200000 รูเปียดนะครับ ก็ประมาณ 250-400 บาท ก็มีคนขึ้นเยอะอยู่นะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นสุภาพสตรี นี่ถ้ากรุขึ้นนี่ แต๋วแตกเลยกรู เอ้ากัดฟันเดินต่อ คือถ้าไม่ได้เดินมาจากหมู่บ้านและเดินขึ้นเขาชมวิวมาก่อนก็ไม่มีปัญหาครับผมว่า สบายๆ แต่นี่สะสมการเดินทาประมาณ 8 กิโลเขาแล้ว อื้อหือ หนืดสิครับ an>

เดินไปจนถึงทางขึ้นเขาที่เป็นบันได คือทางการคงมาสร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นอะครับ เป้นบันไดปูน ที่มีเลนขึ้นลงสองข้าง แต่ไม่กว้างคือขึ้นต่อคิวได้แถวเรียงเดี่ยวไป ผมก็ต่อคิวไปกับเหล่านักท่องเที่ยวนานาชาติ อยากจะบอกว่า บันไดเนี่ย สภาพคือไม่มีขั้นอะครับ เพราะดินภูเขาไฟมันทับถมจนขั้นหายไปแล้ว ต้องเอาปลายเท้าจิกแล้วดันดินเข้าไปก่อน ไม่อย่างนั้นเหยียบไม่อยู่แน่ ลื่นสะหลายรอบ ต่อคิวเดินขึ้นไปเรื่อยๆสุดท้ายก็มาถึงปากปล่องสพที พอถึงปากปล่องคนก็หนาแน่นมากตรงนั้น ผมก้พยายามเดินอ้อมคนไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้ไปหาที่ชมปล่องแบบไกล้ชิดวนิทกันไปเลย เดินตามปากปล่องไปสักระยะคนเรื่มน้อยเพราะคนไม่ค่อยเดินมาเท่าไหร่ ก็ได้มุมดีๆถ่ายรูปปากปล่องที่ยังมีควันลอยขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มองลงไปครั้งแรกตกใจ......ไม่ได้ตกใจควันหรืออะไร ตกใจว่ามีคนลงไปอยู่ข้างล้างด้วยเฮ้ย เมิงลงไปทำไรกัน ถือไม้คุ้ยเขี่ยไปมาแถววากอะไรบางอย่าง เมื่อพิจารณาก็เหมือนกันมีคนทิ้งของลงไป แล้วบุคคลเหล่านี้คือเก็บเพื่อหาอะไรบางอย่าง หรือ ทำความสะอาดผมก็ไม่แน่ใจ แต่มันดูอันตรายมาก คือการทรงตัวระดับ นักยิมนาสติกทีมชาติไทยเลย คุณลองนึกถึงกวางผาอ่ะ ที่มันสามารถเดินตามริมผาได้อ่ะ คือแบบนั้นเลย ความรู้สึกตอนนั้นถามว่า โบรโม่สวยไหม มันสวยนะ แต่สวยน้อยกว่าตอนที่เรามองมาจากที่ไกลๆ มันทำให้ผมค้นพบคำตอบอะไรบางอย่างในชีวิตมากมาย อย่างนึงที่คิดขึ้นมาได้ขระนั้นคือ เราไม่เคยมองเห็นคุณค่าขอวงสิง่ที่ไกล้ตัวหรอก ถึงแม้ว่ามันจะสวย จะมีคุณค่ามากแค่ไหน แต่เรามักมองเห็นตอนที่มันอยู่ไกล หรือ เดินออกไปจากเราแล้ว ผมเก็บบรรยากาสความเหนื่อย ความเมื่อล้า และความสวยงามในเวลาเดียวกันไม่นานนัก ก็เดินลงมา ในขณะที่ลงนั้นมีจังหวะหนึ่งที่ผมลื่นแล้สทำให้เจ็บที่ข้อเท้าขวามาก คิดในใจว่า เอาแล้ว กรูจะเดินกลับไหวไหมเนี่ย ก็กัดฟันเดินมาเรื่อยๆ พักบ้าง นั่งยองๆบ้าง กินน้ำบ้าง แต่ระยะทางก็อีก 3 กิโล และต้องเดินขึ้นเขาทางที่เราลวงมาอีก ผมเดินมาเรื่อยๆ มันดดดเดี่ยวมากนะจังหวะนั้น เรารู้เลยว่า การมาคนเดียวเนี่ยมันให้รสชาตชีวิตที่สุดจริงๆ ท้อก็ไม่ได้ บ่นก็ไม่ได้ ไม่มีใค่วยอะไรทั้งนั้น ผมเดินมาเรื่อยๆจรขาเริ่มบวมขึ้น จึงตัดสินใจ เอาว่ะ โบก...โบกรถสักคัน มอไซค์ละกัยว่ะ เดินมาสักแปบก็มีมอเตอรืไซค์คนหนึ่งมาคนเดียวผมก็โบกเลยครับ ใครก็ไม่รู้ แต่....หยุดครับ เอาวะ ส่งภาษาอังกฤษใสชุดใหญ่ไฟกระพริบ แต่ได้รับการตอบสนองแบบ ตาปริบๆ ฉิบผายหล่ะ คุยไม่รู้เรื่อง เอ้าภาษามือ ชี้ไปด้านบน พยายามสื่อสารว่า กรู้จะไปข้างบนหมู่บ้านนะ เมิงไปไหม กรูไปด้วย เอ้าไดเผล มันพยักหน้าตอย ผมรีบกระดดขึ้นซ้อนท้ายเลยครับ 5555555 สบายละกรู ขีมาสักพักมันจอดข้างทาง ตอนแรกก้ไม่รู้จอดทำไม สักแปบเดียวก็มีมอเตอร์ไซค์มาสมทบอีก 3 คน สรุปว่า อ่อ มันมาเป็นแก็งค์ สักพักก็จอดถ่ายรุปกัน ผมก็อาสาถ่ายรุปให้ และเก็ยภาพแก็งค์นี้มาด้วย เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวชาวอินโด อายุน่าจะประมาณ 20 – 22 ปี ถ่ายเสร็จก็ซ้อนไปกันต่อ แต่ เส้นทางที่มันไปกันทำไมมันห่างออกจากที่พักเราไปเรื่อย ผมก้คิดในใจสงสัยทางขึ้นมันอยู่ด้านหลังแน่ๆ เพราะผมก้ไม่เคยมาทางถนนด้วย ไปต่อครับ ว้อนท้ายไปเรื่อย ทางลำบากมากตรงที่มีดินภุเขาไฟเยอะรถมันวิ่งผ่านไม่ไหว(คือซ้อนท่ายในมาตัวเราคงหนักไปหน่อยวิ่งไม่ไหว แฮะๆ ) นั่งซ้อนท้ายไปเรื่อย สักพักวิวสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไป มันสวยกว่าด้านหน้าที่เราอยู่มากๆ สองข้างทางเป็นทุ่งต้นไม่สักอย่างสีเขียวเหลืองสวยมาก รายล้อมไปด้วยภูเขาใหญ่ หน้าผาสูงสวยงามมาก มันสวยจนผมลืมระยะทางไปเลยว่ามาไกลแค่ไหน ไม่เคยรู้เลยว่ามันมีแบบนี้ด้วย มันสวยมากจริงๆ สีของภุเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหย้าตัดกับสีท้องฟ้า เมฆสีขาว สวยจริงๆ ถ้าผทไม่ได้โบกมันมาผมก็คงไม่มีดอกาสได้พบกับสถานที่แห่งนี้แน่นอน นั่งไปเรื่อยๆก้จอดถ้ายรูปกันไปตามทางแวะกินไอติมกันบ้าง ผมก้เลี้ยงไอติมกันไปคนละแท่งสนุกสนานมาก พูดคุย ถามไถ่ แต่ละคน ก็ได้ความว่า วัยรุ่นกลุ่มน้ำงานกันแล้ว ในกลุ่มมีคนหนึ่งที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี ทำงานเป็นนายช่างในโรงงานคล้ายวิศวะ ผมซ้อนท้ายเขาไปไกลมาก ในใจก็คิดว่าทางกลับหมู่บ้านก็คงวนอ้อมเขา ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก นั่งไปสัก 30 กิโลเมตร ก้จอดพักรถกัน ก้คุยกันเหมือนเดิน ไอคนที่พูดอังกฤษได้ก้เลยถามว่า มีโปรแกรมไปเที่ยวไหนต่อ ผมก็เลยบอกว่ากลับที่พัก เก็บของแล้วเข้าเมืองสุราบายา มันก็เลยถามว่าที่พักอยู่ตรงไหน พอผมตอบว่า คามาร่าราแวง เท่านั้นละครับ......... มันกุมขมับเลย 5555 ผมนี่รู้เลย งานเข้ากรูแน่ๆ จริงๆครับ คือหมู่บ้านที่ผมอยู่เนี่ยมันคนละทางกะที่ขี่กันมา โอ้ววววววววววแม่เจ้า เอาไงละทีนี้ 5555 มันก็เลยเดินพาไปเจอกับชาวบ้านแถวนั้น คุยกันเป้นภาษาอินโดกันสักพัก ได้ความว่า เดี๋ยวชาวบ้านจะขี่มอไซคืไปส่งผมที่หมู่ย้าน 555 แต่ขอค่าน้ำมัน 120000 รูเปียด ประมาณ 275 บาท ผมไม่มีปัญหาเลยครับ คือผมรู้สึกคุ้มค่ามากกว่าเงินที่เสียไปมาก ผมรู้สึกว่า ถ้าผมไม่ได้มากับพวกเขา ผมจะไม่มีวันรุ้เลยว่า ในมีบรรยากาศที่สวยขนาดนี้อยู้ด้านหลัง เส้นทางมันสวยมาก สวยเหมือนในยุโรป (เคยเห็นในรูปอะนะ อิอิ) จากนั้นก็ล่ำลากันกับทั้งกลุ่ม ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนผมกำลังจากเพื่อน มันรู้สึกว่านี่คือโชคชะตา ที่ทำให้เรามาเจอกันนะ เที่ยวด้วยกันถึงแม้จะใช้เวลาร่วมกันไม่นานนักแต่ก็สนุกและมีความสุข ผมนั่งซ้อนท้ายชาวบ้านกลับมา วึ่งผมอยากจะบอกว่า ทักษะการขี่มมอไซค์ของลุงนั้น ขั้นเทพ จากที่เคยลงไปเข็ญหลายครั้งตอนที่ซ้อนพวกนั้นมา คราวนี้ไม่ต้องเลยครับ จังหวะเจอดินภุเขาไฟแบบทรายเนี่ย ลุงแกใส่อย่างเดียวโคตรมันเลยซ้อนท้ายแกเนี่ย สุดท้ายก็มาถึงที่พักจนได้ ลวงเลยเวลาไปบ่ายกว่าเสียแล้ว ผมให้เงินลุงไป 150000 รูเปียด คือให้เพิ่มไป 30000 รูเปียด ขับความมันและน้ำใจที่แกมาส่ง ขระเดินเข้าห้องเก็บของเพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองสุราบายนั้น ความรู้สึกเหมือนผมกำลังจะต้องไปจากที่ที่คุ้นเคย มันแปลก ผมชอบที่นั่นนะ ผมชอบโบรโม่ แต่ผมไม่ได้ชอบความสวยของโบรโม่ แต่ผมชอบที่มันนำความสุข มิตรภาพระหว่างการเดินทาง ความเหนื่อย ความล้า ความเจ็บ ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผมหันหลังกลับไปมองโบรโม่อีกครั้ง แล้วคิดในใจว่า ขอฝากเอาความทุกข์ทั้งหมดในใจไว้ที่นี่ ไว้ในดินแดนแห่งนี้ ดินแดนแสนไกล ................. จากลาโบรโม่
แสดงความคิดเห็น

Booking.com