ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว
ประเทศไทย  ยะลา  ฮาลา-บาลา   2019-07-22 00:23:18  
ความคิดเห็น(0)  เปิดดู(112)  ชอบ(1)  ไร้สาระ(0)

"ฮาลา-บาลา" ป่าใต้สุดด้ามขวาน

ผืนป่า "ฮาลา-บาลา" ป่าใต้สุดด้ามขวานที่เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่ต้องไปของสายเดินป่า เส้นทางเดินป่าครั้งนี้จะอยู่บริเวณบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 และบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 7 อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ไม่ได้มีการพักแรมกลางป่า เนื่องจากเป็นทริปทดลองเส้นทางเดินป่าระยะสั้นถึงระยะกลาง ทริปนี้เน้นการเดินเท้าเป็นหลัก กับกลุ่มที่มีความหลากหลายในความกล้าแกร่งในการเดินป่า เราอยู่ในกลุ่มอ่อนด้อย มึดีแค่เดินอึด แต่ไม่มีทักษะในการเอาชีวิตรอดกลางป่าเลย ตามไปดูกันว่าทริปนี้จะสนุกขนาดไหน
ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะมีการแนะนำจากน้องที่ร่วมทริปแม่ฮ่องสอน เป็นทริปเปิดเส้นทางใหม่ของชุมชนท่องเที่ยวบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เราออกเดินทางไปเจอเดอะแก็งค์ที่หาดใหญ่ พวกเราออกเดินทางด้วยรถตู้เหมาไป พี่คนขับชำนาญเส้นทางมาก
นั่งคุยกับผู้ร่วมทริปที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแบบสนิทสนมจนคิดว่ารู้จักกันมานานและร่วมทริปกันบ่อย จุดแรกที่รถตู้จอดให้คือจุดชมวิวเขื่อนบางลาง เราอยากมาบางลางตั้งแต่รอบก่อนที่มาเบตงแล้ว ตอนที่ไปน้ำน้อยเพราะทางเขื่อนกำลังบำรุงรักษา spillway อยู่ เราออกเดินทางไปเจอเดอะแก็งค์ที่หาดใหญ่ พวกเราออกเดินทางด้วยรถตู้เหมาไป พี่คนขับชำนาญเส้นทางมาก
แวะกันไม่นานรถตู้ก็พาเลี้ยวตามทางที่โค้งขึ้น-ลงเขาไปเรื่อยๆ อีก 30 นาทีก็ถึงหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ที่นี่อยู่แนวเขตป่าฮาลาบาลา มีกลุ่มท่องเที่ยว มีโฮมสเตย์ และมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เล่าถึงกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาอยู่ในป่าแห่งนี้ มาถึงยังไม่ทันได้เก็บกระเป๋าก็ออกเดินซนสำรวจหมู่บ้านกันก่อน
ห้องพักจะอยู่ในอาคารหลังใหญ่แบ่งเป็นห้อง 6 ห้องพร้อมห้องน้ำในห้องพัก และมีบริเวณนั่งเล่นดูทีวี ครัวสำหรับทำอาหาร ห้องน้ำเป็นชักโครก มีเครื่องทำน้ำอุ่นแบบแก๊ส สาวๆ เลือกห้องกันก่อนก็เหลือให้หนุ่มๆ 2 ห้อง ทริปนี้ผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 7 คน
ถึงเวลาที่กลุ่มท่องเที่ยววางโปรแกรมไว้แล้ว จุดแรกไปน้ำตกฮาลาซะห์ ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นทางคอนกรีตดีบ้างเสียบ้างตามสภาพ และเดินเข้าป่าไปอีกประมาณ 100 เมตร
ระหว่างทางก็จะเขียวๆ ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ เยอะมาก เห็ดขึ้นเยอะ พืชที่ชอบความชื้นก็เยอะ
ถึงแล้วน้ำตกฮาลาซะห์ ช่วงที่ไปน้ำน้อย แต่พอน้ำน้อยเลยทำให้ปีนขึ้นไปด้านบนได้ง่าย
ข้างบนก็น้ำน้อย มีความเขียวและลมเย็นสบาย
กลับจากน้ำตกฮาลาซะห์ก็ลงบ่อจับปลาจีนเพื่อเตรียมมื้อเย็น ที่นี่เลี้ยงปลาในบ่อน้ำไหล ยังใช้การจับด้วยมืออยู่ สาวๆ ก็เตรียมอาหาร เราก็ไปปีนต้นลองกอง เก็บไปกินไปหวานฉ่ำมากๆ มีหลายต้นทุกคนบอกกินได้ทุกต้น
ใช้เวลาทำอาหารกันชั่วโมงกว่า คนทำอาหารไม่เป็นอย่างเราย่างปลาได้อย่างเดียว มื้อเย็นที่กินร่วมกันกับชุมชน บ้านที่เลี้ยงปลาและทำอาหารมื้อนี้ร่วมกับกลุ่มท่องเที่ยวของหมู่บ้านครั้งแรก แต่ก็ทำให้พวกเราประทับใจ ปกติเราจะไปกินปลาน้ำจืดแต่ที่นี่เลี้ยงในบ่อน้ำไหลและใช้ข้าวเลี้ยงทำให้ปลาไม่มีกลิ่น เป็นมื้ออาหารที่อบอุ่นมาก
หลังมื้ออาหารก็มีการพูดคุยกันในการเดินป่าในวันรุ่งขึ้น ข้อห้าม ข้อควรระวังต่างๆ กลุ่มท่องเที่ยวมีความตั้งใจจะทำให้พวกเราสนุกและประทับใจ กลับเข้าบ้านพักก็นั่งแลกเปลี่ยนทริปเดินทางกับคนร่วมทริปที่มีทั้งไกด์ คนทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชุมชน นักประชาสัมพันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ช่างภาพมืออาชีพ พอแลกเปลี่ยนก็ทำให้รู้ว่าการเดินทางของเราเด็กน้อยไปเลย ฟังแล้วตาร้อนมาก
เช้าวันที่สองของทริปเราตื่นเช้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์ ออกมาจากโรงนอนมาเจอหมอกฟรุ้งฟริ้งแล้วเริ่มสนุกละ
เจอเจ้าถิ่นทั้งสอง เขาอยากพาเราออกซนไปพร้อมกัน เราก็เลยเดินตามไปเส้นทางไปน้ำตกฮาลาซะห์
มื้อเช้าเป็นข้าวต้มแสนอร่อย พออิ่มก็เตรียมตัวเดินป่า วันนี้ใช้เส้นทางของหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 7 พอลงจากรถก็ได้อาหารเที่ยงกันคนละ 1 ชุด นำใส่เป้ของแต่ละคนดูแลกันเอง
เส้นทางเดินป่าของหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 7 เริ่มออกเดินกันตอน 9 โมงเช้า ช่วงแรกจะผ่านน้ำ เข้าป่า ทางขึ้น-ลงเขาไม่ชันมากจุดหมายแรกไปน้ำตกจุฬาภรณ์ 7 ชื่อเดียวกับหมู่บ้าน ใช้เวลาเดิน 40 นาที
นั่งเล่น แช่น้ำเย็นฉ่ำกันจนหายเหนื่อย จากนั้นกลุ่มหนึ่งจะไม่ขอไปต่อจะกลับไปหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ซึ่งจะมีการเรียนรู้การใช้สมุนไพรและการนวดกดจุด เราเลือกไปต่อ ทางที่จะไปต่อขึ้น-ลงเขาสูง บางจุดต้องปีนป่ายบ้าง ฝนตกลงมาเพิ่มความยากให้การเดินลื่นไหลไปอีก บางจุดต้องเลือกว่าไหลไถลมากกว่าเดินลงเขา ทากออกมาเริงร่าตามร่างกายของพวกเราแล้ว เดินไปเริ่มได้ยืนเสียงสาวๆ ร้องเป็นระยะๆ สาวๆ ไม่ถูกกับทากนัก ทางเดินต้องถางไปด้วย
เดินได้ครึ่งทางก็ต้องแวะกินมื้อเที่ยงบนเขาที่มีพื้นที่ราบพอสำหรับทุกคนได้พักสบายๆ มื้อเที่ยงก็จะเป็นประมาณนี้ ปลาจีนเมื่อวานตัวใหญ่มากจนสามารถทำมื้อเที่ยงของวันนี้ได้อีก
อิ่มแล้วก็เดินกันต่อทางก็โหดขึ้น ฝนก็ตกเพิ่มอีก สนุกกันใหญ่ เดินป่าแบบนี้ไม่เหมาะกับเสื้อฝนพลาสติกสีสันสดใส โดนเกี่ยวขาดหมด แถมอบมาก เสียน้ำจากร่างกายมากขึ้นอีก สุดท้ายเราถอดเก็บใส่เป้แล้วก็เดินตากฝน สนุกกว่าเยอะ
จากความพยายามในการเดินกว่า 2 ชั่วโมงก็มาถึงน้ำตกแล้ว น้ำตกนี้ยังไม่มีชื่อ ทุกคนลงเล่นน้ำกันที่นี่ นั่งแช่ นอนแช่ เก็บภาพกันตามที่ชอบ
หมดเวลาซนแล้ว ต้องกลับก่อนมืด ทริปนี้ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการนอนกลางป่า ขากลับก็ลุยน้ำเย็นฉ่ำออกมาเหมือนตอนมา
ระหว่างทางกลับมีเวลาเสพข้างทางมากขึ้น ก็ได้เห็นอะไรมากขึ้น
พักกลางทางสำรวจทากกันที่ริมน้ำ เราได้แค่แช่เท้าและขา จุดนี้น้ำลึกเราว่ายน้ำไม่เป็น ถุงกันทากแบบนี้ไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้ มีสายระโยงเกี่ยวกับกิ่งไม้ขาดอีกเช่นกัน รอบนี้เตรียมของแบบเร่งรีบเจออะไรก็หยิบๆ มา
เดินออกมาถึงจุดจอดรถตอน 6 โมงเย็นพอดี จบทริปเดินป่าระยะสั้นของวันนี้ รุ่งขึ้นจะเป็นเส้นทางเดินป่าระยะกลาง
กลับมาถึงที่พักที่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 มื้อเย็นวันนี้เราปลื้มผัดสะตอมาก แถมโต๊ะที่เรานั่งก็มีแค่เรากินคนเดียวอีก อร่อยถูกใจมากๆ
หลังอาหารเย็นก็เริ่มวงสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย จนไปถึงเรื่องหนักๆ ก่อนแยกย้ายกันไปนอน
เช้าวันที่สามของทริป เช้าๆ ก็มีหมอกไหลให้ชื่นชมรอบๆ หมู่บ้าน
เรามีนัดกับเจ้าถิ่นทั้งสองอีก เขาพาเราไปเส้นทางเดิมไม่ไกลนักเจ้าถิ่นก็พาลงข้างทางแล้ว เดินตามไปก็ได้เห็นมุมโล่ง นั่งเสพบรรยากาศพักใหญ่ เสียดายที่ไม่มีกาแฟอุ่นๆ มาจิบด้วย
เส้นทางเดินป่าวันนี้ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เริ่มเดินกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า บริเวณหน่วยพิทักษ์ที่อุทยานแห่งชาติบางลาง (น้ำตกฮาลาซะห์) การเดินป่าวันนี้ได้ผู้นำทางเป็นเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติบางลาง แถมวันนี้ยังมีน้องๆ ในชุมชนที่จะเป็นเรี่ยวแรงในการทำท่องเที่ยวรุ่นต่อไปร่วมเดินด้วย ทางเดินมียากง่ายสลับกัน ปีนเขาบ้าง ไหลลงเขาบ้าง เดินตามทางน้ำธรรมชาติบ้าง เส้นทางไม่ยากเท่าเมื่อวานแต่เดินไกลกว่าเมื่อวานมาก ระหว่างทางมีทั้งทาก แมลง มดยักษ์ (ตัวใหญ่กัดเจ็บมาก) ต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะจนหลงรัก
ระหว่างทางมีความหลากหลายทางพืชพรรณเยอะมาก พบเจอทั้งดอกไม้ ต้นไม้ มอส เฟิร์น เห็ดต่างๆ
ปีนถึงจุดสูงสุดของวันนี้ก็มีการยืนพักคุยกันเป็นกลุ่มก่อน ประเมินสถานการณ์ ประเมินเส้นทางการเดิน และสอบถามสวัสดิภาพของสมาชิกทุกคน
จุดหมายในการเดินป่าวันนี้คือหาดกระทิงที่คลองน้ำใสใจกลางป่าฮาลา-บาลา แต่กว่าจะไปถึงร่างเราก็พรุนไปด้วยหนามของต้นจาก ไหลลงไปดงจากทุกครั้ง กลับจากทริปเราก็เอาหนามจากกลับมาด้วยและอยู่ในมือและขาเราอีกหลายสัปดาห์
ถึงคลองน้ำใสแล้ว จุดนี้เจ้าหน้าที่นำทางบอกว่าจะมีกระทิงและสัตว์ป่าอื่นๆ ลงมากินน้ำในช่วงเช้าและเย็น จึงเรียกว่า หาดกระทิง ตอนพวกเราเดินไปถึงก็บ่าย 3 แล้ว ผิดเวลาไปเยอะมากจนไม่สามารถเดินไปต้นน้ำกว่านี้ได้ ดูจากภาพอาจจะไม่ใส แต่จริงๆ ใสมากจนเห็นหินดินโคลนเลย น้ำเย็นสบายจนทุกคนลงมาแช่น้ำกัน แต่พวกเรามีเวลาผ่อนคลายและเสพธรรมชาติกลางคลองน้ำใสเพียง 15 นาที
ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อผ่านดงเฟิร์นหนาๆ เดินยากมาก คนนำทางหายไปแล้วเดินเร็วมาก กลุ่มด้านหลังยังตามมาไม่ถึงไหนเลย เราตัดสินใจลงไปเดินริมน้ำดีกว่า น่าจะเร็วและตามคนนำทางทัน แล้วก็ทันจริงๆ คนนำทาเดินข้ามไปตัดไปตัดมาเพื่อหาเส้นทางที่เดินง่ายที่สุด จุดนี้ตอนน้ำเยอะจะท่วมหมด มองไม่เห็นตอไม้และต้นไม้พวกนี้
ทางที่ยากขึ้น ต้องปีนป่าย ต้องลุยโคลน ลุยน้ำ พวกเราก็เดินช้าลง แบ่งกันเดินสองฝั่ง ฝั่งเราต้องปีนป่ายไปตามต้นไม้และโขดหิน อีกฝั่งเดินง่ายกว่าแต่ทางยาวกว่ามาก ฝั่งที่เราเลือกเดินมาถึงจุดที่นัดรอกันไว้ เพื่อรออีกฝั่งมาถึง สักครู่ใหญ่ๆ อีกทีมก็มาถึงและกำลังจะเดินข้ามฝั่งมา แต่แล้วก็เกิดเรื่อง ตรงจุดที่ข้ามเป็นโคลนแถมยังดูดอีก พี่คนขับรถโดนโคลนดูด 2 คนข้างหลังไปช่วยกันเอาพี่เขาขึ้น สถานการณ์นี้มีแต่เสียงหัวเราะสนุกสนานมาก
หลังจากทุกคนข้ามมาได้หมด ตชด.ที่อยู่บริเวณนั้นก็บอกว่าไม่มีทางเดินออกจากป่าก่อนมืดได้แน่ๆ มี 2 ทางเลือก 1. นอนค้างที่หน่วยกับ ตชด. 2. นั่งเรือออกไปตามคลองน้ำใสที่ไหลไปที่สวนยางพาราหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 7 คนนำทางและหัวหน้าคณะตัดสินใจติดต่อเรือมารับ ระหว่างรอเรือฟ้าก็จะมืดลงไปเรื่อยๆ ลำแรกที่มารับใช้เวลาจากจุดนั้นมาฝั่ง 20 นาที เป็นประสบการณ์นั่งเรือที่ลุ้นมากๆ มืดไปหมด แถมว่ายน้ำไม่เป็นอีก กว่าพวกเราทุกคนจะมากันครบประมาณ 1 ชั่วโมงกับการยืนรอและเดินจากริมน้ำขึ้นถนนด้วยความมืดแบบมืดจนมองอะไรไม่เห็น ไฟฉายที่เตรียมมากับแฟลชมือถือแทบไม่ช่วยอะไรเลย การเดินวันนี้เดินได้เพียง 12.12 กิโลเมตร ใช้เวลา 9.22 ชั่วโมง ระยะทางที่เหลือนั่งเรือและต่อรถ
ระหว่างทางนั่งรถกลับที่พักฝนก็กระหน่ำอย่างหนัก หนาวสั่นกันจนถึงที่พัก พอกลับมาถึงทุกคนที่รออยู่ด้วยความกังวลก็โล่งอก มื้อเย็นวันนี้เป็นอีกมื้อที่อร่อยและน่าประทับใจมาก พวกเราคุยกันสนุกมากยิ่งขึ้น เสียงหัวเราะดังลั่นกว่าทุกวัน มื้อเย็นวันนี้มีทั้งไก่เบตง ในเหลียงผัดไข่ ผักน้ำ ปลาราดพริก
เช้าวันที่สี่ของทริปนัดกันตี 4:30 เพื่อออกไปที่ผาหินโยก ไปรอดูอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกปกคลุมผืนป่าฮาลาบาลา มาถึงทางขึ้นที่บริเวณใกล้หมู่บ้านจุฬาภรณ์ 7 ก็เริ่มเดินขึ้นเขาเรื่อยๆ ทางชันและลื่นจากฝนตกเมื่อคืน กว่าจะถึงด้านบนมีน้ำค้างแรงจนเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้า กำลังจะถอดใจกันแล้ว สภาพอากาศไม่เอื้อให้เห็นอาทิตย์และทะเลหมอกเลย ฟุ้งไปหมด
และแล้วความสวยงามต้องใช้เวลารอคอยก็เป็นผล ฟ้าเปิดบ้างแล้ว ทะเลหมอกเหนือผืนป่าฮาลา-บาลาที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวๆ
หลังจากกลับลงมาก็มาที่ผาหินโยก น้องที่เป็นคนพื้นที่ก็มาโยกให้ดู โยกได้จริง และไม่ใช่เบาๆ ด้วย ไม่หล่นตามคำที่น้องบอก
กลับมาที่พักเตรียมตัวกลับกันแล้ว ก่อนกลับทางกลุ่มท่องเที่ยวพาเข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9
ออกจากชุมชนมาแวะถ่ายเขื่อนบางลางอีกจุด ขอบคุณพี่ๆ เจ้าของบ้านที่อนุญาตให้เข้ามาถ่ายด้านข้างของบ้านพี่เขา
จบทริปนี้ด้วยความประทับใจมากๆ ทั้งการได้เข้าป่าดิบอย่างฮาลาบาลา การได้มาสัมผัสเรียนรู้พักอาศัยกับชุมชนที่มีความหลากหลายทางศาสนาที่อยู่ร่วมกันอย่างดี อาหารการกินที่มีแต่วัตถุดิบในท้องถิ่นแต่อร่อยมาก มิตรภาพระหว่างทุกคนที่มาจากที่ต่างๆ
สนใจอยากลองไปสัมผัสความสมบูรณ์ของที่นั่นติดต่อได้ตามเพจของชุมชนท่องเที่ยวหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ตามนี้เลย https://www.facebook.com/Chulaborn9/
ติดตามทริปเดินทางอื่นๆ ได้ที่: เพจ : ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว https://www.facebook.com/roamholic/
***หากมีข้อมูลผิดอะไรในกระทู้นี้ ขอความกรุณาแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องด้วยครับ***
แสดงความคิดเห็น

Booking.com