ลูกเป็ดพาเที่ยว
เอเชีย  ไต้หวัน     2019-07-11 15:08:39  
ความคิดเห็น(0)  เปิดดู(232)  ชอบ(2)  ไร้สาระ(0)

ใ น เ มื่ อ ใ จ มั น โ ซ เ ซ . . . ไ ป ไ ท เ ป ไ ม่ ร อ ล ะ น ะ ! ! !

ลูกเป็ด Day 3 (15 March 2019) Taipei – อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก – ศาลเจ้าเว่ยหมิง – เป่ยโถว – วัดขงจื้อไทเป/วัดต้าหลงตงเป่าอัน –หมู่บ้านทหารเก่า / ตึกไทเป 101 – ตลาดหย่งคัง
หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตะลุย Sun Moon Lake ไปเมื่อวานแล้ว วันนี้ขอเที่ยวแบบ Slow life ตามแนว MRT กันนะคะ ขอจัดแบบสบายๆ ไม่เป็นทัวร์ชะโงกนะ ตื่นเช้าทำภารกิจส่วนตัวแต่งตัวสวยๆ กันให้เรียบร้อย วันนี้ออกสายหน่อย เวลา 09.00 น. เราก็ออกจากที่พักไปที่ สถานี Ximen Station ระหว่างทาง ก็แอบแวะเข้าร้านตู้คีบตุ๊กตาเสี่ยงดวงกันซะหน่อย . . . แต่สรุปก็คือ . . . ตู้ละลายทรัพย์ที่แท้ทรู 555+
เสียทรัพย์แล้วก็เดินทางต่อค่ะ สำหรับที่แรกที่จะไปวันนี้คือ “อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก” Chiang Kai-Shek Memorial Hall ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00-18:00 น. การเดินทางเริ่มจาก สถานี Ximem Station (G12) หรือ (BL11) นั่นแหละค่ะ แค่วันนี้เปลี่ยนมาตั้งต้นที่สาย Songshan-Xindian Line (สีเขียว) นั่งไปลงที่ สถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall (G10) แล้วออก Exit 5 ส่วนวันนี้พวกเรามาถึงในเวลา 09.30 น. พอดิบพอดี เพียงก้าวขาออกจากสถานีและเดินไปตามป้ายบอกทางเราจะพบกับจตุรัสเสรีภาพ (Liberty Square , 自由廣場) แห่งเมืองไทเป แลนด์มาร์คสำคัญแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดในการมาเที่ยวไต้หวัน มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 160 ไร่ เป็นสถานที่สำคัญในการงานต่างๆ เช่น การประดับโคมไฟในในช่วงวันไหว้พระจันทร์ พิธีสวนสนามของทหารเหล่าต่างๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวต่างๆ ทางการเมืองด้วย จุดเด่นที่สำคัญของจัตุรัสแห่งนี้นั่นก็คือ ซุ้มประตูจัตุรัสเสรีภาพ (Freedom Square Memorial Arch) เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของไต้หวันที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบ ซุ้มประตูชัยของจีน เป็นหินแกะสลักสีขาวขนาดใหญ่ที่สวยงามตั้งอยู่ทางด้านหน้าบริเวณตะวันตกของจตุรัสเสรีภาพแห่งนี้
และเมื่อเราหันหลังให้กับซุ้มประตู เราจะพบกับอาคารใหญ่ 3 หลัง ได้แก่ 1) Chiang Kai-Shek Memorial Hall 2) National Concert Hall และ 3) National Theater ซึ่งทุกอาคารล้วนมีสถาปัตยกรรมโดดเด่นอลังการ สมกับเป็นอนุสรณ์สถานของบุคคลอันเป็นที่รักของชาวไต้หวัน แต่ที่พลาดไม่ได้คือการชมรูปปั้นของท่านเจียงไคเชก ใน Chiang Kai-Shek Memorial Hall เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาเริ่มเที่ยวชมกันเลยดีกว่าค่ะจะสังเกตได้ว่าทุกมุมของจตุรัสเสรีภาพจะมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามและน่าสนใจตั้งอยู่ ทำให้ไม่ว่าจะเดินถ่ายรูปจากมุมไหนก็จะเห็นภาพที่ balance และสวยงามตามมุมนั้นๆ ส่วนตรงกลางจะเป็นลานโล่งๆ และล้อมรอบไปด้วยสวนสาธารณะและต้นไม้ใหญ่ หากหันหลังให้ซุ้มประตู เราจะเห็น โรงละครและคอนเสิร์ตแห่งชาติ (National Theater and Concert Hall) ตั้งอยู่ตอนกลางของจัตุรัสเสรีภาพ โดยทางทิศเหนือหรือ ด้านขวามือของเราจะเป็น National Theater ส่วนทางทิศใต้หรือด้านซ้ายมือจะเป็น National Concert Hall อาคารทั้งสองหลังนี้มีลักษณะอาคารแบบจีนขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายกันมากจนแทบแยกไม่ออกเลยค่ะ
สำหรับจุดสำคัญที่สุดของจัตุรัสแห่งนี้ จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกเสียจาก อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก หรือChiang Kai-Shek Memorial Hall ซึ่งเป็นอาคารหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่หลังคาสีน้ำเงินรูปทรง 8 เหลี่ยมสวยงาม ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกจัตุรัส อนุสรณ์สถานเจียงไคเชกเป็นหนึ่งสัญลักษณ์และสถานที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศไต้หวัน สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1976 เพื่อเป็นการรำลึกและเทิดทูนอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเชก ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางของจัตุรัสเสรีภาพ (Freedom Square) มีบันไดด้านหน้า 89 ขั้นเท่ากับอายุของท่านประธานาธิบดี โดยภายในจะมีรูปปั้นทำจากทองสัมฤทธิ์ของท่านในท่านั่งขนาดใหญ่ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มต่างจากรูปปั้นของท่านในที่อื่นๆ จะมีทหารยืนเฝ้าไว้ 2 นายตลอดเวลา และที่กำแพงด้านในข้างหลังจะมีข้อความปรัชญาทางการเมืองการปกครองของท่านอยู่ 3 คำ คือ จริยธรรม ประชาธิปไตย และ วิทยาศาสตร์ ส่วนที่ชั้นล่างของอนุสรณ์สถานจะเป็นห้องจัดแสดงประวัติของอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเชก ซึ่งจะมีภาพถ่ายต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ไปจนถึงเรื่องราวของการพัฒนาไต้หวันในด้านต่างๆ ให้ชมกันด้วย อาคารอนุสรณ์สถานแห่งนี้เปิดให้เข้าชมถึงแค่ 6 โมงเย็นนะคะ
ไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดในการมาเที่ยวชมอนุสรณ์สถานเจียงไคเชก คือ พิธีเปลี่ยนเวรทหาร ซึ่งจะมีทุกๆ ต้นชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10:00-16:00 น. ของทุกวัน นอกจากนี้ก็จะมีพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาในตอนเช้าตรู่และในตอนเย็นด้วย คือเวลา 06:00 และ 18:10 น. ในช่วงเดือนเมษายน-เดือนกันยายน ส่วนอีกช่วงคือ เวลา 06:30 และ 17:10 น. ในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนมีนาคม ซึ่งทหารที่ทำหน้าที่นี้จะผลัดเปลี่ยนกันมาจาก 3 เหล่าทัพซึ่งจะมีสีของชุดยูนิฟอร์มไม่เหมือนกัน โดยจะทำหน้าที่กันครั้งละ 4 เดือน
* อดีตประธานาธิบดีเจียงไคเชก (Chiang Kai-Shek) เป็นอดีตผู้นำทางการเมืองและการทหารของจีนในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ภายใต้พรรคชาตินิยมจีน (Chinese Nationalist Party) ก๊กมินตั๋ง (Kuomintang, KMT) แต่พ่ายแพ้ให้กับประธาน เหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) ในสงครามกลางเมืองจึงหลบมาอยู่ที่เกาะไต้หวัน ก่อตั้งรัฐบาลใหม่และพัฒนาไต้หวันจนก้าวหน้าอย่างในปัจจุบัน จึงเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งของประเทศไต้หวัน
ดูพี่ทหารสุดหล่อเปลี่ยนเวรเสร็จ พวกเราไปยังสถานที่ต่อไปดีกว่าค่ะ ต่อไปเป็นสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวชาวไทยรู้จักกันสักเท่าไหร่ เลยยังไม่ค่อยมีรีวิวหรือข้อมูลมากนัก แต่เป็นสถานที่ห้ามพลาด!!! ของเพื่อนชาวสีม่วงของลูกเป็ด สถานที่แห่งนี้ก็คือ “ศาลเจ้าเว่ยหมิง” หรือ “ศาลเจ้ากระต่าย” หรือ “Rabbit God Temple” การเดินทางอาจจะวกไปวนมาออกนอกเส้นทางไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ไหนๆ เราก็บินลัดฟ้ามาถึงไทเปแล้วนี่คะ!!! การไปศาลเจ้าแห่งนี้เริ่มเดินทางจาก สถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall (G10) นั่งไป 1 สถานี ลงที่ สถานี Guting (G09) เปลี่ยนไปสาย Zhonghe-Xinlu Line (สีเหลือง) (O05) นั่งไป 2 สถานี ลง สถานี Yongan Market (O03) แล้วเดินออกจากสถานี (สถานีนี้เข้าง่าย ออกง่ายค่ะ เพราะว่ามีทางเข้าออกทางเดียว) พอขึ้นบันไดเลื่อนออกจากสถานีมา จุดสังเกตุฝั่งตรงข้ามถนนจะเป็นร้าน McDonald’s จากนั้นให้ข้ามทางม้าลายแล้วเดินไปตามถนน ด้านซ้ายมือของเรา ระยะทางก็ประมาณ 650 เมตร เดิน 8 นาที เราก็จะถึงที่หมายแล้วค่ะ หรือถ้าใครยังสับสนก็เปิด google map นำทางได้ค่ะ พิกัด คือ Rabbit God Temple No. 50, Jingan Road, Zhonghe District, New Taipei City, ไต้หวัน 235
สถานที่แห่งนี้ในไต้หวันกำลังได้รับความนิยมเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสถานที่ขอพรเรื่องความรักสำหรับชาว สีม่วงโดยเฉพาะ เมื่อดูจากภายนอก ศาลเจ้าแห่งนี้แทบไม่แตกต่างอะไรกับสถานที่ขอพรแห่งอื่นๆ ในไต้หวัน หรือแม้แต่ในต่างประเทศ แต่ศาลเจ้าเว่ยหมิงหรือศาลเจ้ากระต่ายแห่งนี้ มีแต่ผู้ที่นับถือศรัทธาที่เป็นเกย์เท่านั้น เนื่องจากเทพเจ้ากระต่ายของที่นี่ เป็นเทพเจ้าที่ปกป้องคุ้มครองเกย์โดยเฉพาะนั่นเอง กว่า 400 ปีมาแล้ว ที่เรื่องราวของเทพเจ้ากระต่ายเป็นที่กล่าวขาน โดยมีตำนานเล่าว่าสมัยที่ท่านเป็นมนุษย์ชื่อว่า “หูเทียนเป่า” มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ชิง ที่ได้ไปรักกับผู้ตรวจการของราชสำนักคนหนึ่งและถูกเปิดโปงเรื่องความรักต้องห้ามครั้งนี้ จนถูกลงโทษด้วยการทุบตีจนเสียชีวิต การเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าของหูเทียนเป่าทำให้เทพเจ้าในยมโลกรู้สึกสงสาร จึงแต่งตั้งให้เขาเป็นเทพเจ้าแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน และในปี 2549 ศาลเจ้าแห่งนี้ก็ได้ก่อตั้งขึ้น โดยนักบวช “หลูเว่ยหมิง” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การยอมรับเพศทางเลือกของสังคมไต้หวันยังไม่เปิดกว้างเท่าในปัจจุบัน จากนั้นมา เกย์ชาวไต้หวันก็เริ่มรู้จักและไปสวดภาวนาที่ศาลเจ้าแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันมีผู้แวะเวียนไปสวดภาวนามากถึงปีละ 9,000 คน โดยมีจุดประสงค์เดียวกันก็คือ เพื่อขอพรให้เจอกับเนื้อคู่ที่แท้จริง ซึ่งจากการเก็บสถิติของที่นี่ก็ระบุว่ามีผู้นับถือที่ขอพรแล้วสมหวังกลับมาขอบคุณเทพเจ้าเดือนละ 2 ถึง 3 คู่เลยทีเดียว ส่วนเดือนที่มีมากที่สุดก็ประมาณ 10 คู่ อย่างไรก็ตามศาลเจ้าแห่งนี้ก็ไม่ได้รับ แค่เสียงสนับสนุนเท่านั้น แต่ก็มีผู้คัดค้านและเห็นควรว่าศาลเจ้าสำหรับเกย์ไม่ควรมีอยู่เช่นกัน นั่นก็คือ นักเคลื่อนไหวชาวคริสต์ ที่เคยมารวมตัวประท้วงบริเวณหน้าศาลเจ้า นอกจากนี้ ก็ยังมีบาทหลวงพยายาม มาทำพิธีไล่ปีศาจหน้าแท่นบูชาเทพเจ้ากระต่ายด้วย
เมื่อรู้จักที่มาที่ไปของศาลเจ้ากระต่ายแห่งนี้กันแล้วก็ลุยกันค่ะ แต่ก่อนจะไปพวกเราขอเติมพลังงานก่อนนะคะ (กองทัพต้องเดินด้วยท้อง) เพราะตั้งแต่เช้ามาพวกเรายังไม่มีอะไรตกถึงท้องกันเลย พวกเรามายืนตรงจุดที่ฝั่ง ตรงข้ามถนน คือ ร้าน McDonald’s ก็เกือบ 11.00 น. แล้ว แต่มาถึงไทเปจะกิน Mc มันก็ใช่ที่จริงมั้ยคะ มองซ้ายมองขวา ก็สะดุดตาที่ร้าน โยชิโนยะ (Yoshinoya) ร้านอาหารญี่ปุ่นที่โดดเด่นด้วยเมนูข้าวหน้าเนื้อหรือ “กิวด้ง” และข้าวหน้าญี่ปุ่นต่างๆ ที่มีตำนานยาวนานกว่า 100 ปี ซึ่งมีสาขาทั่วโลกเป็นพันกว่าสาขา ที่สำคัญเปิด 24 ชั่วโมง หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาได้เลยค่ะ ร้านโยชิโนยะ สาขา ตลาดหย่งอัน หากออกมาจากสถานีตรงจุดที่ยืนมองร้าน Mc จะอยู่ทางขวามือของเรา เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ได้ลิ้มรสข้าวหน้าญี่ปุ่นอร่อยๆ แล้วค่ะ
ร้านนี้ราคาสบายกระเป๋า อาหารอร่อยสมคำร่ำลือจนไม่ทันเก็บภาพมาฝากเลยค่ะ และที่พวกเราประทับใจก็คือคุณป้าพนักงาน (ในวันที่พวกเราไป) สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำทั้งหน้าที่รับออเดอร์ แคชเชียร์ แล้วก็ตักอาหารเบ็ดเสร็จในคนคนเดียวเลยจร้า ปีนี้มงพนักงานดีเด่นต้องเป็นของคุณป้าแน่นอน!!!
เติมพลังกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินไปตามพิกัด google map ไปตามทางเรื่อยๆ แต่รู้สึกว่าร่างกายยังเหมือนขาดอะไรอยู่ ออเจ้าคงจะเคยได้ยินสำนวน “กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่” กันอยู่บ่อยๆ ใช่มั้ยคะ ถูกต้องแล้ว!! พวกเรากินคาวแต่ยังไม่ได้กินหวาน และก็ช่างโชคดีซะเหลือเกินที่ระหว่างทางที่พวกเราเดินผ่าน มีร้านกาแฟขนาดใหญ่ที่มีขนมหน้าตาน่ารักๆ คอยต้อนรับพวกเรา ร้านนี้ชื่อว่า DUNUTES COFFEE สั่งกาแฟและขนมกับพนักงานที่ชั้นล่างเสร็จก็ให้ถือขึ้นไปจัดการที่ชั้น 2 ได้เลยค่ะ
ใช้เวลาเอนจอยอยู่กับขนมและกาแฟกันจนถึงเที่ยง กลับเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ ไม่ถึงซักกะทีศาลเจ้ากระต่าย เมื่อออกจากร้าน DUNUTES COFFEE พวกเราเดินตามพิกัด google map ไปเรื่อยๆ (Rabbit God Temple No. 50, Jingan Road, Zhonghe District, New Taipei City, ไต้หวัน 235) จนมาถึงหน้าตึกหมายเลข 50
เมื่อเดินเข้ามาในตึกที่ชั้น 1 บรรยากาศจะเหมือนกับคอนโดที่พักอาศัยทั่วไป ไม่บอกก็ไม่รู้ว่ามีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซ่อนอยู่ เรามาไม่ผิดที่แน่นอน!!! เพราะด้านล่างมีป้ายบอกทางของ Rabbit God Temple ให้ขึ้นไปที่ชั้น 8
แต่เดี๋ยวก่อน ป้ายบอกว่าวัดเปิดเวลา 13.00 -21.00 น. นี่คะ ตอนนี้เพิ่งจะ 12.30 น. จะเปิดหรือยังไม่รู้ ??? เวลานี้ก็ต้องเสี่ยงขึ้นไปดูแหละ ไม่รอช้าเดินเข้าลิฟท์กดไปที่ชั้น 8 เลยค่ะ
อึดใจเดียวลิฟท์ก็เปิดออกที่ชั้น 8 และก็เป็นโชคดีของพวกเราที่ไม่ต้องรอจนถึงบ่ายโมงครึ่ง เพราะศาลเจ้าพร้อมให้พวกเราเข้าไปขอพรแล้วค่ะ ก่อนเข้าด้านในก็จัดการเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าที่ทางศาลเจ้ามีไว้บริการนะคะ
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมา ลูกเป็ดขอแนะนำลำดับขั้นตอนการกราบไหว้ขอพร ดังนี้ค่ะ
1) เดินไปที่เคาน์เตอร์หยิบธูปมา 4 ดอก สำหรับไหว้ขอพร 4 จุด ในขั้นตอนนี้แนะนำให้ทำบุญโดยการหยอด ตู้บริจาค รับเฉพาะแบงค์นะคะ เพราะทางศาลเจ้าไม่รับเหรียญค่ะ 555+ เมื่อจุดธูปแล้วให้เดินไปจุดที่ 1
2) จุดที่ 1 เป็นเทพเจ้าที่อยู่ตรงโถงหลักของศาลเจ้าค่ะ ถ้าบ้านเราก็คือพระประธาน จุดนี้ให้ไหว้ขอพร แล้วปักธูป 1 ดอกค่ะ ขอย้ำ!!! ว่า 1 ดอกนะคะ เพราะด้วยความไม่รู้ลูกเป็ดปักไปครั้งเดียว 4 ดอกเลยค่ะ จนอาจารย์ผู้ดูแลศาลเจ้าต้องรีบเดินมาบอกและสวดมนต์ทำการขอขมาให้เป็นการใหญ่
3) จุดที่ 2 ให้ปักธูปที่กระถางที่อยู่ด้านล่างของเทพเจ้าเห้งเจีย ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือของเทพเจ้าประทานของศาลเจ้า
4) จุดที่ 3 ให้ปักธูปที่กระถางที่อยู่ด้านล่างของเทพเจ้า ที่อยู่ทางด้านซ้ายมือของเทพเจ้าประทานของศาลเจ้า
5) จุดที่ 4 เป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการมาขอพรครั้งนี้ค่ะ จะเป็นเทพองค์ไหนไม่ได้นอกจาก “เทพเจ้ากระต่าย” จุดนี้จะอยู่ที่ห้องเล็กขวามือของเทพเจ้าประทานเยื้องๆ กับเทพเห้งเจีย ไหว้ขอพรแล้วปักธูปดอกที่ 4 ค่ะ ในจุดนี้จะขอเมตตาจากอาจารย์ผู้ดูแลให้มาสวดทำพิธีให้ก็ได้นะคะ อาจารย์ใจดีมากๆ ที่สำคัญหล่อซะด้วย จุดนี้เราจะเห็นข้าวของเครื่องใช้รวมถึงของกินที่มีผู้ศรัทธานำมาถวายหรือนำมาแก้บนอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ
และเพื่อเป็นการยืนยันว่าครั้งหนึ่งเราได้มาสักการะขอพรที่สถานที่แห่งนี้ ก็ขอถ่ายรูปเช็คอินเป็นหลักฐานก่อนค่ะ
ลืมบอก!!! ที่นี่มีพระพุทธรูปจากเมืองไทย และรูปปั้นลอยองค์พระครูจ้อย จนฺทสุวณฺโณ (จ้อย จนฺทสุวณฺโณ) เทพเจ้าแห่งเมืองปากน้ำโพ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีอุทุมพร (วังเดื่อ) เกจิชื่อดังจากจังหวัดนครสวรรค์ด้วยนะคะ แสดงว่าอาจารย์ที่นี่ก็ศรัทธาเกจิจากประเทศไทยอยู่ไม่น้อย
เมื่อเราไหว้พระขอพรให้กลับไทยไปได้ผู้ หรือ อาจจะได้ผู้ที่ไทเป (หวังว่าเราคงได้กลับมาขอบคุณเทพเจ้ากันนะคะ) เสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินย้อนกลับทางเดิมที่ สถานี Yongan Market (O03) จุดหมายปลายทางต่อไปของพวกเรา ขอจัดตามแนว MRT สาย Tamsui-Xinyi Line (สีแดง) แล้วกันค่ะ เริ่มจากที่ไกลที่สุด แล้วนั่งย้อนกลับมาแล้วกันเนอะ ที่ต่อไปที่เราจะไป คือ Beitou (เป่ยโถว) ซึ่งเป็นตำบลที่อยู่ตอนเหนือของเมืองไทเป เพื่อนๆ คงต้องเคยได้ยินมาบ้างแหละ(มั้ง) มันออกจะดังหรือเพื่อนๆ อาจจะเคยไปตั้นสุ่ย เป่ยโถวมันจะอยู่ใกล้ๆ กับตั้นสุยนั้นแหละ ตอนนี้ 13.00 น. เราต้นเริ่มจาก สถานี Yonggan Market (O03) ไป 4 สถานี ลงที่ สถานี Dongmen (O07) แล้วเปลี่ยนมา MRT สายสีแดง สถานี Dongmen (R07) นั่งขึ้นเหนือยาวๆ ไป 15 สถานี ใช้เวลาประมาณ 30 นาที มาลงที่ สถานี Beitou (R22) พอลงรถไฟก็มองหาป้ายที่มันเขียนว่า Xinbeitou แล้วก็เดินตามป้ายไปเพื่อมาเปลี่ยนรถไฟไป สถานี Xinbeitou (R22A)
รถไฟไป Xinbeitou จะมีความพิเศษตรงที่จะมีจอทีวีให้เราได้เล่นด้วย นั่งประมาณ 3 นาที ก็ถึงสถานี Xinbeitou แล้ว เร็วมากกค่ะ!!!
แล้ว Beitou มีอะไรน่าเที่ยวบ้างหละ? Beitou มันมีความเป็นธรรมชาติสูงมากและก็ไม่ไกลจากตัวเมืองไทเป Beitou มีทั้งน้ำพุร้อน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ อีกอย่างโรมแรมแถวนั้นก็เยอะมาก สวยๆ ทั้งนั้น แล้วโรงแรมที่อยู่ Beitou ส่วนใหญ่จะมีน้ำพุร้อนในตัว เพราะน้ำพุร้อนถือว่าเป็นจุดขายของ Beitou นั่นเอง ครั้งหน้ามาต้องลองมาพักแถวนี้บ้างละ เมื่อเดินออกจาก สถานีรถไฟฟ้ามา แล้วก็มาตรงจุดเริ่มต้นที่แรกที่จะเห็นนั้นก็คือ Beitou Park จะอยู่ฝั่งขวามือ สามารถเข้าไปเดินชม เดินเล่นได้ ชิลล์ๆ
เดินตรงต่อมาเรื่อยๆ ก็จะเป็น Taipei Public Library Beitou Branch ห้องสมุดไม้อันเลื่องชื่อนั่นเอง (อยู่ฝั่งขวามือ) ห้องสมุดนี้สวยงามและใหญ่โตมาก แนะนำให้เข้าไปดูนะคะ ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่กันแล้ว
เดินต่อมาอีกนิดนึงก็จะเจอ Beitou Hot Spring Museum พิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อนเป่ยโถว ที่นี่เราก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของ เป่ยโถว และน้ำพุร้อนว่ามีความเป็นมายังไง ใบ้ให้ว่ามีความเกี่ยวโยงกับญี่ปุ่น ต้องไปดูและศึกษากันเองนะคะ เดินต่อมาอีกนิด ก็จะเจอกับ Plum Garden ที่นี่คือวังฤดูร้อนของอดีตประธานาธิบดี เพิ่งเริ่มเปิดให้เยี่ยมชมในปี 2010 ตัววังถูกตกแต่งในสไตล์ของญี่ปุ่น แนะนำให้เข้าไปถ่ายรูปค่ะ สวยมาก
ต่อมาก็เป็นไฮไลท์ที่สุด!!ของ Beitou นั้นก็คือ Beitou Thermal Valley เดินไปตามทางเรื่อยๆ สักพักก็จะถึงจุดหมาย พอเห็นป้ายนี้ก็เดินเข้าไปเลยยยยย
แต่เดี๋ยวก่อน!!! ก่อนเข้าไปบ่อน้ำพุร้อน พวกเราสะดุดตากับอะไรบางอย่าง มีภาษาไทยด้วยค่ะ สิ่งนั้นก็คือ “ไข่สปา” นั่นเองค่ะ หลังจากเดินมาตามทางเพื่อหารัก ท้องของพวกเราก็เริ่มร้องค่ะ เติมพลังซะหน่อยก็ดี อิอิ
เมื่ออิ่มแล้วก็เข้าไปกันเลยค่ะ Thermal Valley หรือ Hot Spring Valley หรือ อีกชื่อที่ดูน่ากลัว “Hell Valley” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องแวะมาชมค่ะ
กลุ่มควันที่พวยพุ่งจากบ่อน้ำพุร้อนแร่ซัลเฟอร์นี้ มีสีเขียวมรกต อุณหภูมิของน้ำสูงเกือบร้อยองศา หมอกควัน ที่ลอยฟุ้งอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลายคนขนานนามบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ว่าเป็น “แอ่งนรกอเวจี หรือ Hell Valley” ที่โด่งดังของเมือง Beitou ค่ะ มีเรื่องเล่ากันว่า Hell Valley นี้ เคยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความร้อนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการต้มไข่ที่นิยมกันด้วย แต่เพราะอุบัติเหตุร้ายแรงที่นักท่องเที่ยวตกลงไปจนเสียชีวิต ทางการ จึงกั้นรั้วมิดชิดและเปิดให้เดินชมเพียงอย่างเดียวค่ะ ไอร้อนจากบ่อน้ำพุ ประกอบกับอุณหภูมิภายนอกที่เกือบ สี่สิบองศา ทำให้เราเดินชมแอ่งนรกแห่งนี้ได้เพียงสักพัก ก็ต้องถอยเท้าหนีออกมาค่ะ เหงื่อไหลท่วมร่างกาย เหมือนได้เข้าไปเดินอยู่ในห้องซาวน่าสาธารณะตอนกลางวันแสกๆ
13.00 น. ถ่ายรูปเช็คอินเก็บบรรยากาศบ่อน้ำพุเสร็จเรียบร้อย ก็เดินกลับค่ะ ทางเดิมนั่นแหละ ไปขึ้น MRT สถานี Xinbeitou (R22A) ลงที่ สถานี Beitou (R22) เวลา 15.40 น. เพื่อจะไปกันต่อที่ “วัดขงจื้อไทเป” (Taipei Confucius Temple) โดยขึ้น MRT ย้อนลงมา 8 สถานี เวลา 15.55 น. มาลงที่ สถานี Yuanshan (R14) ออก Exit 2 แล้วให้ข้ามถนนแล้วเดินตรงไปตามถนน Kulun Street อีกประมาณ 400 เมตรจะเห็นวัดอยู่ทางขวามือค่ะ
“วัดขงจื้อ” เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิง (Qing Dynasty) ที่สร้างขึ้นตามแบบฉบับวัดต้นตำรับ ที่ประเทศจีน เป็นวัดขงจื้อเพียงแห่งเดียวในไต้หวันที่มีการผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมของชาวฟูเจี้ยน(Fujian) เช่นการประดับประดาด้วยงานเซรามิก ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน มีรายละเอียดในงานแกะสลักที่สวยงาม ภายในวัดขงจื้อไทเปจะมีการสอนปรัชญาการใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆ มีห้องฉายภาพยนตร์ 4 มิติ ที่เปิดให้ชมฟรีด้วย อีกทั้งกิจกรรมสอนการใช้พู่กันเขียนคำอวยพรลงบนกระดาษอธิฐานด้วย
ที่สำคัญ ฝั่งตรงข้ามกับวัดขงจื้อยังมีอีกวัดที่สวยงามไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “วัดต้าหลงตงเป่าอัน” (Dalongdong Baoan) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ยิ่งกว่านั้น วัดเป่าอันแห่งนี้ได้รับการนับถือว่าเป็น 1 ใน 3 วัดหลักที่สำคัญที่สุดแห่งเมืองไทเป ได้รับการยกย่องว่าเป็น วัดที่มีความงามวิจิตรมากที่สุดของเมืองไทเป เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทั้งตัวอาคารและการตกแต่ง จิตรกรรม ฝาผนัง รูปปั้นแกะสลัก ทั้งหินและไม้ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทเปที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมมาสักการะขอพร
ไหว้พระรับพรแล้ว ก้มดูนาฬิกาตอนนี้ 17.45 น. จากเวลาเราควรไปที่ไฮไลท์อีกที่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวคนอื่น จะบอกว่ามาไม่ถึงไทเป ใช่ค่ะ!!! ที่เราจะไปต่อคงจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก “ตึกไทเป 101” และ “หมู่บ้านทหารเก่า” การเดินทางก็ไปขึ้น MRT สถานี Yuanshan (R14) นั่งย้อนยาวๆ ไปสุดสาย 12 สถานีเบาๆ ลงที่ สถานี Taipei 101 World Trade Center (R03) ทีนี้ก็มาดูกันว่าจะไปที่ไหนกันก่อนระหว่าง “ตึกไทเป 101” กับ “หมู่บ้านทหารเก่า” ถ้าไป ตึกไทเป 101 ก็ต้องทางออก Exit 4 แต่ถ้าหมู่บ้านทหารเก่าก็ต้องออก Exit 2 แล้วเดินตามทางไปเรื่อยๆ ค่ะ ประมาณ 200 เมตร ใครที่จะตามรอยพวกเรา ก็เลือกเอาตามเวลาที่เหมาะสมนะคะ
มารู้จักสถานที่ 2 แห่งนี้กันดีกว่า เขาเซี่ยงซานหมู่บ้านทหารเก่า Si Si Nan Cun หรือ หมู่บ้านทหารโบราณ สถานที่แห่งนี้เป็นต้นแบบของอนุรักษ์หมู่บ้านเก่าแก่ และนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว และการศึกษาทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ดั้งเดิมของชาวไต้หวัน เดิมที่เป็นหมู่บ้านของนายทหารและภายหลังไม่มีการเข้าใช้งานแล้ว จึงถูกนำมาปรับปรุงใหม่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีทั้ง ตลาดนัดอาหาร ออแกนิก ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษ จำหน่ายในทุกๆ วันหยุด พร้อมกับมีพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านให้นักท่องเที่ยวได้รับชมกันด้วย จากหมู่บ้านจะสามารถเห็นตึกไทเป 101 ได้อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งมุมที่ควรค่าแก่การถ่ายรูปมากค่ะ สำหรับพวกเรานั้น มาถึง สถานี Taipei 101 World Trade Center (R03) เวลา 18.10 น. ลูกเป็ดจึงเลือกที่จะออก Exit 2 เพื่อมาที่หมู่บ้านทหารเก่าแห่งนี้ก่อน ก่อนที่มันจะปิดและแสงจะหมดไปเสียก่อน พอออกจากสถานีให้เดินตรงไปตามทาง พอถึงสี่แยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินต่อไปอีกนิดเดียวก็ถึงจุดหมายแล้วค่ะ
แง แง!!! โชคก็ไม่เข้าข้างพวกเรา ตอนนี้หมู่บ้านปิดแล้ว พวกเราจึงได้แค่เช็คอิน และถ่ายรูปด้านหน้าเท่านั้นค่ะ
แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่ค่ะ ณ จุดนี้ เป็นจุดที่ถ่ายรูปกับตึก 101 ที่สวยอีกจุดหนึ่งในไทเปเลยค่ะ ไม่รอช้าให้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจนแสงหมด พวกเราก็ได้ภาพความทรงจำสวยๆ ไปหลายรูปกันเลยทีเดียว
ตึกไทเป 101 “Taipei 101” ถือเป็นความภูมิใจของคนไต้หวัน การก่อสร้าง การตกแต่งทั้งภายนอก และภายในตัวอาคาร ต่างมีประวัติ และความเป็นมาที่น่าสนใจ เป็นหนึ่งใน Landmark หลักของเมืองไทเป เป็นตึกที่สูงที่สุดในไต้หวัน และสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก (ปี 2004 เคยสูงที่สุดในโลก) มีความสูงมากถึง 509 เมตร เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเมื่อมาเยือนไทเป ขนาดที่มีสถานีรถไฟใต้ดินเป็นของตัวเอง ที่ด้านบนจะมีจุดชมวิวในร่มที่ชั้น 89 และสามารถขึ้นบันไดต่อไปที่ลานชมวิวกลางแจ้งที่ชั้น 91 ได้ด้วย ตึกไทเป 101 มีทั้งหมด 101 ชั้นตามชื่อและชั้นใต้ดินอีก 5 ชั้น ที่ชั้น 1-5 จะเป็นส่วนของห้างสรรพสินค้าที่ขายของแบรนด์เนม ร้านค้าร้านอาหารต่างๆ โดยที่ชั้น 5 จะมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วสำหรับขึ้นลิฟท์ไปยังจุดชมวิว ที่ชั้น 89 ที่เรียกว่า Taipei 101 Observatory ซึ่งเป็นลิฟท์ที่ได้รับการลงเป็นสถิติว่าเร็วที่สุดในโลกโดย กินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด (Guinness Book World Records) ที่ความเร็ว 1010 เมตรต่อนาที โดยภายในลิฟท์จะมีหน้าจอที่เพดานลิฟท์ทำเหมือนว่าเรากำลังพุ่งออกไปในอวกาศให้ชมระหว่างอยู่ในลิฟท์ด้วย ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็ขึ้นมาถึงชั้น 89 ซึ่งเป็นชั้นชมวิวกว้างๆอยู่ในอาคาร จากนี้จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปที่ลานชมวิวกลางแจ้งที่ชั้น 91 ได้ด้วย และสามารถเดินลงที่ชั้น 88 เพื่อไปดูลูกตุ้มยักษ์ Wind Damper ที่ช่วยเรื่องการทรงตัวของตึกเมื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและลมพายุ นอกจากการชมวิวเมืองมุมสูงที่สวยงามแล้ว นักท่องเที่ยวยังนิยม มาซื้อพวกของฝาก ของที่ระลึก แม็กเน็ท แก้วน้ำ และเขียนโปสการ์ดส่งไปรษณีย์กันด้วย
ตอนนี้ 18.30 น. ท้องเริ่มร้องอีกแล้ว พวกเราไปหาอะไรแพงๆ ที่ “ตลาดหย่งคัง” กินกันดีกว่าค่ะ จาก สถานี Taipei 101 World Trade Center (R03) เพียงแค่ 2 สถานี ให้มาลง สถานี Dongmen (R07) เพื่อมาตะลุยกันต่อที่ “ตลาดหย่งคัง” Yongkang พอลงรถแล้วเดินออก Exit 5 เลี้ยวเข้าซอยขวามือ แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนเส้นแรก เดินไปเรื่อยๆ อาหารเพียบ และร้านของฝาก Chic Chic ไม่ซ้ำใคร สถานีนี้ ผิวเผิน อาจจะไม่มีอะไรให้เที่ยวชม แต่จริงๆ แล้วนั้นมีคาเฟ่ต์ ร้านอาหารน่ารักๆดีๆอยู่เพียบเลยค่ะ มีร้านน้ำแข็งใสด้วยนะ!! แต่สำหรับคณะทัวร์ผู้หิวโหยแบบพวกเราเดินไม่กี่ก้าว ก็ตัดสินใจกินกันที่ร้านแรกที่เจอเลย ซึ่งก็คือ ภัตตาคาร KaoChi ที่อยู่ใจกลางแหล่งช้อปปิ้งบนถนน yongkang ร้านนี้จะมีป้ายสีแดงใหญ่มาก อยู่ใกล้ร้านชื่อ Din Tai Fung หาไม่ยากฝั่งตรงข้ามร้านเป็นร้านรองเท้าต่างๆ เป็นถนนเส้นใหญ่มากค่ะ
ความพิเศษของร้านนี้เป็นอาหารจีน กึ่งจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันผสมผสานกัน เมนูมีทั้งเสี่ยวหลงเป่า ข้าว ซุป อาหารประเภทเส้น ผัดผัก และ หมูสามชั้น หมั่นโถ ซาลาเปา รสชาติดีมากๆ วันนี้พวกเราสั่งเมนูอาหารมาลองกินหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งซุป เสี่ยวหลงเป่าไส้ที่ขึ้นชื่อ และ ซาลาเปาทอด อร่อยมากๆ สำหรับราคา ถือว่ากินภัตตาคารดีๆ ของบ้านเรา แต่ราคาถูกกว่า เนื่องจากค่าเงินบาทที่นั่นใกล้เคียงกับบ้านเรา สำหรับมื้อนี้พวกเราจ่ายค่าเสียหายไปทั้งสิ้น NT$ 4,059 หารแล้วตกคนละ NT$ 676 ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและอิ่มมากๆๆๆ ค่ะ
หลังจากสบายท้องพวกเราก็เดินช้อปปิ้งเพื่อเป็นการย่อยอาหารกันจนถึงเวลา 21.00 น. จากนั้นก็ขึ้น MRT สถานี Dongmen (R07) 1 สถานี มาลงที่ สถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall (R08) เปลี่ยนไปสาย Songshan-Xindian Line (สีเขียว) (G10) ไป 2 สถานี ลง สถานี Ximen Station (G12) ออก Exit 6 แล้วเดินกลับโรงแรมไปนอนพักผ่อนค่ะ
Facebook Page : ลูกเป็ดพาเที่ยว https://www.facebook.com/ลูกเป็ดพาเที่ยว-388495935266381/
Instagram : tingerbell.pr
แสดงความคิดเห็น

Booking.com