ลูกเป็ดพาเที่ยว
เอเชีย  ไต้หวัน     2019-07-11 14:05:36  
ความคิดเห็น(0)  เปิดดู(159)  ชอบ(2)  ไร้สาระ(0)

ใ น เ มื่ อ ใ จ มั น โ ซ เ ซ . . . ไ ป ไ ท เ ป ไ ม่ ร อ ล ะ น ะ ! ! !

ลูกเป็ด Day 2 (14 March 2019) Taipei – Sun Moon Lake (ทะเลสาบสุริยันจันทรา) – ไทเปซิตี้มอลล์ – ตลาดกลางคืนไทเป
ตื่นนอน ทำภารกิจให้เรียบร้อย วันนี้เป็นวันที่ 2 ของทัวร์ลูกเป็ดพาเที่ยวไต้หวัน ไปเที่ยวกันต่อดีกว่าค่ะ สภาพร่างกายวันนี้อาจเมื่อยล้าจากการเดินทางและการเดินเที่ยวเมื่อวานสุดๆ แต่พวกเราก็สู้เต็มที่ค่ะ จุดหมายที่เราจะไปในวันนี้ก็คือ “Sun Moon Lake” หรือ “ทะเลสาบสุริยันจันทรา” ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบน้ำจืดจากธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของเกาะไต้หวัน ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาของมณฑลหนานโถว (Nantou County) พื้นที่ตอนกลางของเกาะ มีชื่อเสียงด้านความสวยงามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวิสเซอร์แลนด์แห่งไต้หวัน” จุดเด่นคือพื้นน้ำสีฟ้าอมเขียวส่องประกายพร้อมฉากหลังเป็นภูเขาสูงใหญ่อุดมไปด้วยพื้นที่ป่าเขียวชอุ่มอันอุดมสมบูรณ์และภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี เป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของชาวไทเป (ต้องมากันสักครั้งนะคะ) เรามาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า วันนี้เราจะเที่ยวแบบ เช้าไป – เย็นกลับ เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง + รถตู้ (เช่าพร้อมคนขับ) ซึ่งจากแผนที่จะเห็นได้ว่าวันนี้เราเดินทางค่อนข้างไกล ระยะทางประมาณครึ่งเกาะไต้หวันเลย เราจึงควรออกเดินทางกันแต่เช้า ย้ำว่าแต่เช้า!!!
เวลา 07.30 น. พวกเราออกจากที่พักเดินตามทางที่คุ้นเคยไปที่ สถานี Ximen Station (BL11) แล้วขึ้น MRT ไปตั้งหลักที่หัวลำโพงไต้หวัน สถานี Taipei Main Station (BL12) เพื่อไปขึ้น HSR เดินทางไป สถานี Taichung การเดินทางไป สถานี Taichung ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าเดินทางปกติ NT$ 700 แต่อย่างที่ลูกเป็ดบอกไว้เมื่อตอนต้น พวกเราได้จองบัตรรถไฟความเร็วสูง HSR ผ่านทาง KKday ซึ่งจะได้ราคามิตรภาพกว่าราคาปกติค่ะ (ขาไป ไทเป-ไทจง ราคา ฿ 529 ส่วนขากลับ ไทจง-ไทเป ราคา ฿ 544)
ส่วนเพื่อนๆ คนไหนที่ไม่ได้จองไว้ ก็สามารถซื้อตั๋ว HSR ได้ที่เครื่องจำหน่ายตั๋ว หรือ ซื้อกับพนักงานได้ค่ะ ในส่วนที่นั่งของรถไฟ HSR จะมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ Business, Reserved (ระบุหมายเลขที่นั่ง) และ Standard (ลุ้นเอาว่าจะได้นั่ง หรือยืน) ราคาก็จะแตกต่างกันไป โดยราคา Taipei – Taichung แบบ Business : NT$ 1,000 / Reserved : NT$ 700 / Standard : NT$ 675 จากราคาจะเห็นว่า Reserved กับ Standard จะต่างกันไม่มาก ลูกเป็ดจึงขอแนะนำให้ซื้อตั๋วแบบ Reserved ดีกว่าค่ะ ซึ่งจะมั่นใจได้ว่ามีที่นั่งแน่นอน รถไฟความเร็วสูงแต่ละสถานีห่างกันพอสมควร ถ้าได้ยืน ก็ยืนกันนานกว่าจะมีคนลง ค่าโดยสารรถไฟ HSR จะขึ้นกับระยะเวลาการจองล่วงหน้าด้วย การจองล่วงหน้า 5 – 28 วัน จะมีส่วนลด 10% , 20% และ 35% เป็นส่วนลดที่ไม่น้อยเลยนะคะ จากราคาปกติ NT$ 700 ถ้าลด 35% จะเหลือเพียง NT$ 455 การจอง ก็สามารถจองผ่านเว็บ irs.thsrc.com.tw/IMINT?locale=en สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ แต่การจองก็ต้องคิดดีๆ นะคะ เพราะไต้หวันฝนตกบ่อย เราไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้เลยว่าวันที่ตั้งใจจะไปเที่ยวนั้น ฝนฟ้าจะเป็นใจหรือเปล่า ทั้งนี้ มีเทคนิคง่ายๆ สำหรับเพื่อนคนไหนที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษเหมือนลูกเป็ด ก็ให้เขียนสิ่งที่ต้องการลงในกระดาษแล้วยื่นให้พนักงาน เช่น Taipei – Taichung / 08.11 AM / 6 Tickets (Reserved seat) เขียนง่ายๆ เพียงเท่านี้ พนักงานเค้าก็อ่านเข้าใจค่ะ แล้วก็จะไม่ถามเราอีก สำหรับคนที่ซื้อตั๋วแบบที่ไม่จองล่วงหน้าผ่านเว็บจะได้ตั๋วรถไฟสีส้ม เป็นกระดาษมีแถบแม่เหล็กที่ด้านล่าง ห้ามพับนะคะ!!! แล้วก็ระมัดระวัง อย่าให้ตั๋วยับด้วยค่ะ
มาที่การเดินทางของพวกเราต่อดีกว่าค่ะ วันนี้เรามาถึงที่ สถานี Taipei Main Station (BL12) กันตั้งแต่ 07.45 น. ระหว่างทางที่เดินไป สถานีรถไฟความเร็วสูง สถานี Taipei ก็หาอะไรรองท้องกันก่อนค่ะ กว่ารถไฟจะออกยังพอมีเวลาอยู่ และเมื่อเดินมาถึงสถานีก็ยื่นบัตรโดยสารที่ได้มาเมื่อวานพร้อมกับ Passport ให้เจ้าหน้าที่ที่ยืนหล่ออยู่ตรงทางเข้า จากนั้นคุณเจ้าหน้าที่จะประทับตราที่บัตรโดยสารของเรา แล้วเปิดประตูให้เราเข้าไปในสถานีค่ะ
เมื่อเข้ามาในสถานีแล้ว ให้ดูจอตารางรอบรถไฟค่ะ ว่ารอบรถไฟของเราใกล้จะมาแล้วหรือยัง เนื่องจากพื้นที่บริเวณชานชาลามีค่อนข้างจำกัด ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็รอที่ด้านล่าง ก่อนนะคะ
รถไฟความเร็วสูงของไต้หวัน : Taiwan High Speed Rail เป็นรถไฟที่วิ่งระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของเกาะไต้หวัน มีอยู่ด้วยกัน 12 สถานี สถานีเหนือสุดคือสถานี Taipei และสถานีใต้สุดคือสถานี Zuoying ใช้เวลาเดินทางระหว่าง Taipei–Zuoying เพียง 120–150 นาทีเท่านั้น กับระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร รถไฟความเร็วสูงของไต้หวันเป็นรุ่น THSR 700T แบบเดียวกับรถไฟชิงคันเซน 700 Series Shinkansen ของญี่ปุ่น ผลิตโดยบริษัท Kawasaki Heavy Industries สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
พอเวลา 08.05 น. ให้เดินขึ้นไปที่ชานชาลา จากนั้นก็ดูที่จอว่ารถไฟขบวนของเราจะจอดที่ด้านซ้ายหรือขวา (จะได้ไม่ขึ้นผิดนะคะ) ดูบัตรโดยสารว่าขึ้นที่ตู้ (Car) อะไร แล้วไปยืนสวยๆ ต่อคิวขึ้นรถไฟได้เลยค่ะ
รถไฟมาแล้วก็ดูอีกทีค่ะ ว่าใช่รถด่วนขบวนสุดท้าย!! ของเรามั้ย อย่ามัวยืนมองหน้าหล่อๆ ของหนุ่มๆ นะคะ
ขึ้นมาแล้วก็เดินหาที่นั่งตามที่บัตรโดยสารของเราระบุไว้ค่ะ ใครแอบมานั่งก่อนก็ . . . จัดการบอกเค้าไปดีๆ นะคะ!!!
ที่ด้านหน้าและด้านหลังของแต่ละตู้จะมีที่สำหรับวางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ รวมทั้งแต่ละตู้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำ, ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ, ปลั๊กไฟ, ถังขยะ, ห้องให้นม ฯลฯ แต่ไม่มีอาหารเสิร์ฟนะคะ 555
ระหว่างทางก็ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางไปเพลินๆ วันนี้บรรยากาศดีมากๆ ค่ะ
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาถึง สถานี Taichung ในเวลา 09.15 น. (ตรงเวลามากกกก!!! ค่ะ)
เมื่อลงรถไฟแล้ว พวกเราต้องเดินไปที่ทางออก Exit 7 Taxi pickup area เพื่อไปขึ้นรถตู้ที่พวกเราได้จองไว้ค่ะ
สำหรับการมาเที่ยว “Sun Moon Lake” หรือ “ทะเลสาบสุริยันจันทรา” ของพวกเราในครั้งนี้ เพื่อความสะดวกสบาย และไม่ต้องคอยกังวลในเรื่องของเวลาเหมือนกับการขึ้นรถบัส ลูกเป็ดจึงได้จองรถเช่าพร้อมคนขับจาก บ.TST (TRAVEL TO SEE TAIWAN) ผ่านทาง https://www.facebook.com/travelseetaiwan/ ซึ่งในส่วนของรถเช่า ลูกเป็ดหาข้อมูลมาจากรีวิวตาม Pantip เช่นเคยค่ะ พอหาข้อมูลได้ก็ Inbox แล้ว แอดไลน์ไปสอบถามรายละเอียดต่างๆ บริษัทนี้เค้ามีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการแนะนำข้อมูลได้ค่ะ และสำหรับการเที่ยวของเราในวันนี้ราคาค่าธรรมเนียมในการเช่าบริการรถตู้พร้อมคนขับ รวมถึง การประกันภัยผู้โดยสาร ค่าอาหารคนขับ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน และค่าจอดรถ อยู่ที่ NT$ 7,500 (The price for picking from Taichung to sun moon lake > Taichung for 10 hours) โดยเราต้องโอนค่ามัดจำ NT$ 1,000 โดยจ่ายผ่านบัตรเครดิต ส่วนที่เหลืออีก NT$ 6,500 ไปจ่ายกับคนขับค่ะ เมื่อจ่ายค่ามัดจำแล้ว เค้าจะส่งสลิปมาให้ พร้อมกับ Link และ Password สำหรับการ Confirm ออนไลน์ให้เรายืนยันค่ะ
ตัดภาพมาที่การเดินทางของพวกเรากันต่อดีกว่าค่ะ เมื่อเราเดินตรงไปที่ป้ายทางออก Exit 7 ซึ่งเป็นจุดนัดพบ MR.SEAN พนักงานขับรถหุ่นหมี หน้าตี๋ สวมเสื้อโปโลสีชมพูมีโลโก้บริษัท ก็มายืนตัวอ้วนกลมกินชาเขียว คอยต้อนรับพวกเราอยู่แล้วค่ะ
เมื่อทักทายแนะนำตัวกันเสร็จ MR.SEAN ก็พาพวกเราเดินออกไปยังลานจอดรถเพื่อขึ้นรถโฟล์คตู้ T5 (VW T5) หมายเลขทะเบียน RAY-9222 เพื่อเดินทางไป SML ลูกเป็ดบอกได้เลยค่ะว่ารถตู้ของเราในวันนี้นั่งสบาย และสะอาดมากๆ ค่ะ สามารถนั่งได้ถึง 9 คน พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลยยยยย!!!
ระหว่างที่นั่งรถเดินทางไปยัง SML เราจะเห็นวิวภูเขา แม่น้ำ และต้นไม้สีเขียวสูงๆ (คงเป็นเพราะที่นี่ฝนตกบ่อย) โดยเฉพาะต้นหมากซึ่งปลูกเรียงรายกันเป็นทิวแถว ลูกเป็ดเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมา พบว่ายังมีคนไต้หวันจำนวนไม่น้อยที่ยังคงกินหมากอยู่ โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องขับรถ กับผู้ใช้แรงงาน ส่วนมากเป็นผู้ชาย ซึ่งเราจะพบเห็นร้านขายหมากอยู่บริเวณริมถนน ติดไฟนีออนให้เห็นเด่นชัด คนขายหมากจะคัดแต่สาววัยรุ่นสวยๆ ประมาณพริตตี้บ้านเรา แต่งตัวนุ่งสั้น เพื่อดึงดูดคนเข้าร้าน
ส่วนโปรแกรมเที่ยวรอบทะเลสาบสุริยันจันทราสำหรับทัวร์ลูกเป็ดพาเที่ยวในวันนี้มีดังนี้ค่ะ
จากสถานี Taichung พวกเราใช้เวลานั่งรถตู้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะมาถึงทะเลสาบ “Sun Moon Lake” หรือที่คนไทยเรียกว่า “ทะเลสาบสุริยันจันทรา” แอบสงสัยว่าใครเป็นคนตั้งชื่อภาษาไทย ชื่อออกแนว หนังจีนกำลังภายในมากค่ะ ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ของไต้หวัน มีพื้นที่ทะเลสาบเกือบ 8 ตารางกิโลเมตร ระดับความลึกของน้ำอยู่ที่ 27 เมตร น้ำในทะเลสาบมีสีเขียวใส ปกติแล้วจะห้ามไม่ให้ลง ว่ายน้ำ แต่จะมีการจัดแข่งว่ายน้ำที่ทะเลสาบนี้ปีละ 1 ครั้ง และมีการจัดงานต่างๆ เช่น จุดพลุ โชว์ แสง สี เลเซอร์ และคอนเสิร์ต (ถ้ามีโอกาสค่อยมา) ส่วนที่มาที่ไปของทะเลสาบแห่งนี้ มีเรื่องเล่ากันว่า สมัยก่อนมี เผ่าพื้นเมืองไต้หวันเผ่าหนึ่ง (จาก 12 เผ่า) ชื่อว่าเผ่า “เส้าจู่” เผ่านี้จะมีคนน้อยที่สุดในบรรดาเผ่าต่างๆ คนของเผ่านี้เป็นพวกที่ชอบล่าสัตว์ เค้าตามล่าสัตว์สีขาว 3 วัน 3 คืนก็จับไม่ได้ ล่าไปล่ามาจนถึงทะเลสาบนี้ ก็เลยตั้งรกรากกัน ส่วนสัตว์สีขาวตัวนั้นก็หากันไม่เจอ แต่เค้าหันไปเห็นต้นไม้ใหญ่ เค้าเลยคิดว่าสัตว์สีขาวที่ พามาถึงแหล่งที่มีน้ำ และอาหารอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ แท้จริงแล้วคือเทพเจ้า เค้าเลยทำความเคารพต้นไม้ต้นนั้น (เรียกว่า “เฉียตงซู่”) เมื่อก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทะเลสาบจะแบ่งเป็น 2 ซีก คั่นด้วยทางเดินที่เป็นเกาะลาหลู เวลาเรามองไปที่ทะเลสาบ จะเห็นเป็น 2 ซีก ซีกนึงจะเห็นพระอาทิตย์อีกซีกนึงจะเห็นพระจันทร์พร้อมๆ กัน แต่ตอนนี้ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่มีแล้ว แผ่นดินไหวทำให้เกาะตรงกลางหายไป ตอนนี้เหลือแต่อีกปรากฏการณ์นึงที่เกิดวันพระจันทร์เต็มดวง ตอนที่พระจันทร์ขึ้นเต็มที่แล้ว แสงจะสะท้อนลงไปที่ทะเลสาบ ให้เห็นเป็นพระอาทิตย์ จะดูเหมือนว่ามีทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์อยู่พร้อมๆ กัน
ตัดภาพมาที่เรื่องของพวกเราอีกครั้ง เวลา 10.30 น. พวกเราก็มาถึง “วัด Wenwu Temple” หรือ “วัดเหวินอู่” หรือ “วัดกวนอู” เป็นสถานที่แรกของพวกเราที่จะตะลุยรอบทะเลสาบแห่งนี้ วัดนี้เป็น วัดศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งของไต้หวัน ซึ่งภายในจะเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของศาสดาขงจื้อ และเทพกวนอู ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวจีนและไต้หวัน โดยทางเข้าวัดเหวินอู่ จะมีซุ้มประตูขนาดใหญ่ มาถึงแล้วก็ต้องถ่ายรูปค่ะ เดิมทีนั้นบริเวณทะเลสาบสุริยันจันทรา มีวัดอยู่ 2 วัด แต่มีการสร้างเขื่อนที่ทะเลสาบทับที่ของวัด ทำให้วัดต้องหายไป หลังจากนั้นได้มีการสร้างวัดขึ้นมาแทน โดยสร้างเป็นวัดเดียว คือ วัดเหวินอู่ ซึ่งสร้างเสร็จ ในปี ค.ศ. 1938 สร้างเพื่ออุทิศให้กับเทพเจ้าต่างๆ ตัวอาคารของวัด แบ่งเป็น 3 อาคาร มีรูปแบบสถาปัตยกรรมจากพระราชวังของจีน มีรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเพื่อปกป้องวัด (อย่าลืมไปถ่ายรูปกันนะคะ!!!)
เมื่อยืนอยู่บนวัด พอมองออกไปจะเห็นทะเลสาบ วิวสวยมากๆ ค่ะ พวกเราใช้เวลาที่วัดนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นการเที่ยวแบบเรื่อยๆ ชื่นชมความสวยงามแบบไม่เร่งรีบ พอเวลา 11.30 น. ก็ขึ้นรถตู้ไปเที่ยวสถานที่ต่อไป นั่นก็คือ “สถานีกระเช้า Sun Moon Lake Ropeway Station” นั่งรถเพียง 15 นาทีเราก็จะถึงสถานีกระเช้า เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องไปซื้อตั๋วขึ้นกระเช้ากันก่อนค่ะ โดยราคาค่าบัตรจะอยู่ที่คนละ NT$ 300 สามารถขึ้นได้ทั้งกระเช้าแบบธรรมดา (Regular Cabin) หรือ แบบคริสตัล (Crystal Cabin)
ซื้อตั๋วเสร็จ ก็เดินมาต่อแถวขึ้นกระเช้า รอไม่นานเท่าไหร่นะคะ ไม่เหมือนนองปิงที่ฮ่องกง อันนั้นยืนจนขาแข็งกว่าจะได้ขึ้น555 ใน 1 กระเช้าสามารถนั่งได้สูงสุด 8 คน ช่วงที่คนเยอะๆ จะต้องนั่งจนเต็ม และช่วงที่คนน้อยจะได้ขึ้นแบบเป็นส่วนตัว จากนั้นก็ขึ้นกระเช้ากัน ก่อนประตูกระเช้าปิดจะมีคนมาถ่ายรูปเรา แล้วขายเป็นรูป ที่ระลึกที่สถานีกระเช้าปลายทาง (เป็นเหมือนกันทั่วโลกเลยหรือไง???)
กระเช้าที่ SML มีอยู่ด้วยกัน 4 สี ได้แก่ สีแดง หมายถึง พระอาทิตย์ (Sun) สีเหลือง หมายถึง พระจันทร์ (Moon) สีฟ้า หมายถึง ทะเลสาบ (Lake) และ สีเขียว หมายถึง ผืนป่าหรือภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ นานาพรรณ เมื่อกระเช้าขึ้นสูงได้ระดับ เราจะเห็นทะเลสาบในมุมสูง มีแนวภูเขาล้อมรอบ ใต้กระเช้าจะเป็นป่า มีต้นไม้เขียวชอุ่มเต็มไปหมด รีบเก็บภาพประทับใจกันนะคะ เพราะใช้เวลาประมาณ 8 นาที เราก็จะมาถึงสถานีปลายทาง “หมู่บ้านวัฒนธรรม 9 ชนเผ่า” หรือ “Formosan Aboriginal Culture Village”
หมู่บ้านวัฒนธรรม 9 ชนเผ่า หรือ Formosan Aboriginal Culture Village แห่งนี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1986 เป็นหมู่บ้านจำลองชาวพื้นเมืองของไต้หวัน และเป็นแหล่งเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตชาวพื้นเมือง ต่อมาได้สร้างสวนสไตล์ยุโรป สวนสนุก กระเช้าลอยฟ้า จัดแสดงโชว์ และสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง มีค่าเข้าชมคนละ NT$ 780 ซึ่งเป็นราคาที่ถือว่าไม่แพง แต่การเที่ยวชมหมู่บ้านแห่งนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ค้างคืนบริเวณทะเลสาบค่ะ เพราะต้องใช้เวลาในการเที่ยวชมเป็นอย่างมาก เสียดายว่าเราไม่มีเวลามากพอเลยได้แค่ถ่ายรูปที่หน้าทางเข้า แล้วขึ้นกระเช้ากลับ ซึ่งวันที่เราไปกระเช้าขากลับไม่ค่อยมีคนซักเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่สามารถจัดให้นั่งแบบส่วนตัว 2 คนต่อกระเช้าได้อย่างสบาย (แต่พวกเราก็นั่ง 6 คนเหมือนเดิมค่ะ) พอลงจากกระเช้าจะเจอกับร้านขายของที่ระลึก ของที่ขายในนี้ราคาใช้ได้อยู่นะคะ ส่วนใครจะซื้อติดไม้ติดมือไปเป็นของฝากก็สุดแล้วแต่ค่ะ ที่สำคัญภายในสถานีกระเช้าแห่งนี้มีศูนย์อาหารด้วยนะคะ มาถึงจุดนี้ก็เวลา 12.30 น. แล้ว มื้อนี้จึงจัดการรับประทานอาหารกันซะที่นี่เลยแล้วกันค่ะ ถึงราคาจะแอบแพงไปซักหน่อย แต่ท้องมันร้องแล้วนี่คะ!!!
เมื่ออิ่มท้องแล้ว ระหว่างรอเพื่อนๆ เพลิดเพลินกับอาหาร ลูกเป็ดก็ขอเก็บภาพสวนหย่อมและทะเลสาบบริเวณนี้หน่อยนะคะ และเมื่อก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือขณะนี้เวลา 13.15 น. แล้ว พวกเราเดินทางต่อดีกว่าค่ะ
เมื่อนักท่องเที่ยวชาวไทยมาถึงทะเลสาบสุริยันจันทราแห่งนี้ สถานที่ต้องห้ามพลาดอีกแห่ง นั่นก็คือ “วัด Xuanguang” หรือ “วัดฉวนกวง” หรือ “วัดพระถังซำจั๋ง” ซึ่งพวกเราใช้เวลาเดินทางด้วย รถตู้จากสถานีกระเช้ามาถึงวัดเพียง 15 นาที วัดฉวนกวงเป็นวัดขนาดเล็กตั้งอยู่บนเนินเขา หากมองจากด้านบนของวัดจะเห็นวิวทะเลสาบจากมุมสูงที่สวยงามมาก วัดแห่งนี้มีความสำคัญ คือ เคยเป็นที่ประดิษฐานอัฐิของพระถังซำจั๋งเมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นคืนอัฐิของพระถังซำจั๋งมาให้ใหม่ๆ วัดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มีที่ประดิษฐานอัฐิของพระถังซำจั๋งก่อน จากนั้นจึงค่อยมีการสร้างวัดพระถัง (ใหญ่) หรือ Xuanzang Temple ซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อวัดพระถัง (ใหญ่) สร้างเสร็จ จึงได้ย้ายอัฐิของท่านไปประดิษฐานที่ชั้น 3 ของวัดพระถัง (ใหญ่) แทน และ ยังมีพระธาตุจำนวนไม่น้อยให้คณะผู้ศรัทธาได้สักการะอีกด้วย แต่วัดพระถัง (ใหญ่) นักท่องเที่ยวมักจะ ไม่นิยมมาเที่ยวกัน จึงทำให้สงบมากค่ะ อีกทั้งบริเวณวัดยังมีจุดชมวิวทะเลสาบที่สวยงามไม่แพ้ที่ใดใน SML ด้วยนะคะ แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรามักจะนิยมมาเฉพาะวัดฉวนกวง เนื่องจากตามรอยการรีวิวกันมาค่ะ ส่วนกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาถึงวัดฉวนกวง คือ การไหว้พระขอพร และถ่ายรูปกับก้อนหินแกะสลักภาษาจีน 日月潭 ซึ่งเป็นชื่อของทะเลสาบ Sun Moon Lake นั่นเองค่ะ แต่พวกเราไม่ได้ถ่ายนะคะ เพราะแถวยาววววว มากกกกก!!! ปล่อยให้อากงอาม่าถ่ายรูปกันไปแล้วกันค่ะ
ส่วนไฮไลท์สำคัญที่จัดว่าเป็นของดี OTOP ระดับ 5 ดาว ของผู้ที่มาสักการะขอพร ณ วัดแห่งนี้ นั่นก็คือ “ไข่ต้มในซุปสมุนไพรเห็ดหอมและใบชา” ใครที่มาแล้วไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงค่ะ!!! ร้านไข่ต้มใบชาเจ้าดัง แห่ง SML นี้ตั้งอยู่ด้านล่างบริเวณท่าเรือ Shuishe Pier ตรงด้านหน้าทางขึ้นมายังวัดค่ะ ส่วนไข่ต้มใบชานี้เป็นสูตรเฉพาะของอาม่า มีกลิ่นหอมกรุ่นของเห็ดหอมและสมุนไพรจีนต่างๆ รสชาติกลมกล่อมในตัวพอดี ไม่ต้องเติมซอสให้เสียรสชาติ เวลาทานแนะนำให้ค่อยๆ แกะเปลือกจากนอกถุงเนื่องจากไข่ถูกกะเทาะเปลือกมา อยู่แล้ว จะได้ไม่เลอะมือค่ะ รับรองว่าอร่อยจนหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว สำหรับราคาเริ่มต้นที่ 1 ลูก NT$ 13 โดยราคาจะค่อยๆ ลดลงตามจำนวนฟองที่ซื้อค่ะ แต่พวกเราอยากจะบอกว่า “ได้กินไข่ต้มใบชา ฟรี!!! ค่ะ” เพราะว่า MR.SEAN พนักงานขับรถสุดหล่อ ลงไปซื้อมาให้พวกเราได้ลองลิ้มชิมรสระหว่างที่ขอพรและถ่ายรูปกันอยู่ MR.SEAN บอกว่าเป็นอภินันทนาการสำหรับพวกเราโดยเฉพาะค่ะ
หลังจากเอร็ดอร่อยกับไข่ต้มใบชา และพักผ่อนตามอัธยาศัยที่วัดฉวนกวงจนหายเหนื่อยกันแล้ว ตอนนี้นาฬิกาตีบอกเวลา 14.00 น. สมควรต้องไปปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่จุดถัดไปกันแล้วค่ะ ซึ่งสถานที่สุดท้ายที่พวกเรา จะไปในวันนี้นั้น ตอนแรกก็ไม่ได้อยู่ในแผนการเที่ยวของลูกเป็ดเลยค่ะ แต่เนื่องจากทริปนี้พวกเราได้เช่า เหมาลำรถตู้ จึงทำให้มีเวลาเหลือจากการที่ไม่ต้องไปรอขึ้นรถประจำทาง ทางพนักงานบริษัทที่ลูกเป็ดเช่ารถจึงแนะนำ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเซี่ยงซาน” หรือ “Taiwan Xiangshan Visitor Center” จุดบริการนักท่องเที่ยวแห่งนี้เกิดจากโครงการ Landform Series หรือ ภูมิลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งหมด 4 แห่งในไต้หวันที่มีเอกลักษณ์ของทัศนียภาพที่ประกอบไปด้วยที่ราบ ที่ราบสูง ภูเขา ตัวอาการถูกออกแบบมาให้มีลักษณะโดดเด่นสวยงามแต่เรียบง่ายเป็นที่สะดุดตาเมื่อยาม พบเห็น สถานที่แห่งนี้เป็นจุดชมวิวที่สำคัญอีกจุดหนึ่งที่ทะเลสาบสุริยันจันทรา ฝีมือการออกแบบโดย MR.DAN NORIHIKO สถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น การออกแบบมีความพยายามที่จะผสมผสานการอาศัยของมนุษย์และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนและคงสภาพของธรรมชาติโดยรอบ ด้านนอกของตัวอาคาร ใช้หลักการก่อสร้างบนโครงสร้างคอนกรีต ผนังภายนอกเป็นลายไม้ที่โมเดิร์นและเรียบหรู ซึ่งการออกแบบด้วยลายไม้นี้จะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและฌาน โครงสร้างประกอบด้วยปีกโค้ง 2 ปีกมีแนวลาดเอียง ตรงปีกทั้ง 2 ข้างเข้าหาฝั่งและมีหลังคาตรงกลาง ตัวอาคารล้อมรอบด้วยสระน้ำทรงวงแหวน สอดรับกับทะเลสาบสุริยันจันทราที่อยู่ด้านหลังอย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์พิเศษของทะเลสายสุริยันจันทรา นั่นคือ ความสงบเงียบที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของตำนาน และปัจจุบันยังเป็นอาคารสำนักงานคณะกรรมการการท่องเที่ยวและศูนย์ข้อมูลอีกด้วยค่ะ
พวกเราออกจากวัดฉวนกวงเวลา 14.00 น. ใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาที ก็มาถึง Taiwan Xiangshan Visitor Center แล้วค่ะ ที่นี่ยิ่งใหญ่อลังการ มีความสวยงามสมคำร่ำลือจริงๆ ใครที่ชอบถ่ายรูปต้องห้ามพลาดเลยค่ะ มีมุมสวยๆ ให้แอคชั่นถ่ายรูปเพียบ (แทบทุกซอกทุกมุม)
อย่างที่บอกว่าที่นี่คือจุดบริการนักท่องเที่ยว ก็ต้องมีที่ขายโปสการ์ด และมีตรายางสวยๆ น่ารักๆ เก๋ๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราได้ประทับความทรงจำจริงมั้ยคะ พวกเราใช้เวลาชื่นชมกับสถาปัตยกรรม ถ่ายรูปเล่นตามจุดต่างๆ ปั๊มตรายางทุกอันที่มี แล้วก็นั่งกินขนมและกาแฟ ที่ร้านค้าภายในศูนย์แห่งนี้ยาวๆ จนถึงเวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นเวลาอันสมควรที่จะต้องเดินทางออกจาก SML ไปยังสถานี Taichung เพื่อกลับไทเปกันแล้ว วันนี้ต้องออกเร็วหน่อยเพราะ MR.SEAN พนักงานขับรถหุ่นหมีของเราบอกว่าช่วงเย็นๆ แบบนี้การจราจรอาจจะติดขัด กลัวพวกเราไปขึ้นรถไฟรอบเวลา 18.00 น. ที่ซื้อไว้ ไม่ทัน แต่ก่อนขึ้นรถกลับ ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกสักรูปสองรูปก่อนแล้วกัน แชะ!!! แชะ!!! แชะ!!!
แหนะ!!! ระหว่างกลับยังจอดรถข้างทางถ่ายรูปกันได้อีก (ก็วิวมันสวยนี่คะ ใครจะอดใจไหวจริงมะ)
พอขึ้นรถได้ลูกทัวร์ของเราในวันนี้ก็เล่นเกมส์ซ่อนตาดำตั้งแต่ยังไม่ออกจากพื้นที่ SML กันเลยค่ะ หนังท้องตึงหนังตาก็เลยหย่อนเป็นธรรมดา รถตู้ของเราก็วิ่งเรื่อยๆ ชิลล์ๆ และถือเป็นโชคดีที่วันนี้การจราจรขากลับ ของเราไม่ติดขัด ทำให้การเดินทางจาก SML มาถึงสถานี Taichung ใช้เวลาเท่ากับตอนขาไปคือ 1 ชั่วโมง พอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน MR.SEAN ขับรถมาจอดให้เราลงที่ลานจอดรถในเวลา 17.00 น. (ลานเดิมเมื่อเช้า) พอลงรถก็ล่ำลา Nice to meet you See you again พร้อมจ่ายค่าเสียหายสำหรับการเช่ารถอีก NT$ 6,500 และพิเศษสำหรับการบริการที่สุดแสนจะประทับใจในวันนี้ทั้งการขับรถที่แสนจะนุ่มนวล การถ่ายรูปให้ทุกสถานที่ และบริการพิเศษไข่ต้มใบชาอันเลื่องลือให้กับ MR.SEAN อีก NT$ 500 จากนั้นพวกเราก็เดิน ขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อไปเดินเล่นและพักผ่อนที่ด้านบนของสถานี Taichung เพราะเหลือเวลาอีกตั้ง 1 ชั่วโมง กว่าจะถึงรอบรถไฟของเรา
สถานี Taichung เป็นสถานีขนาดใหญ่ มีร้านค้า ร้านอาหารอยู่มากมายหลายร้าน รวมถึงร้านกาแฟชื่อดัง STARBUCKS COFFEE และมีบริเวณสวนหย่อมให้เรานั่งเล่นพักผ่อนดูพระอาทิตย์ตกดินระหว่างรอเวลาค่ะ
เวลา 17.45 น. ก็ดูที่จอค่ะ ตรวจสอบความถูกต้องของเวลา และหมายเลขขบวนรถไฟตามบัตรโดยสารของเรา แล้วเดินไปหานายสถานีที่ยืนหล่ออยู่ตรงทางเข้า จากนั้นยื่นบัตรโดยสารขากลับที่ได้มาเมื่อวานพร้อมกับ Passport เมื่อคุณเจ้าหน้าที่สุดหล่อตรวจสอบเรียบร้อยก็จะประทับตราที่บัตรโดยสารของเรา แล้วเปิดประตูให้เราเข้าไปในสถานีเหมือนตอนขามาค่ะ
เมื่อเดินขึ้นไปบนชานชาลาแล้ว ให้ดูว่ารถไฟขบวนของเราจะจอดที่ด้านซ้ายหรือขวา ดูบัตรโดยสารว่าขึ้นที่ ตู้ (Car) อะไร รถไฟที่กำลังจะเทียบท่าใช่ขบวนรถไฟของเราหรือไม่???
เมื่อตรวจสอบว่าถูกต้องแล้วก็ไปยืนสวยๆ หลังเส้นสีเหลือง รอขึ้นรถไฟกลับไทเปได้เลย และเมื่อรถไฟใกล้ จะเทียบท่า ไฟที่เส้นสีเหลืองก็จะกระพริบ แว๊บๆๆๆ ค่ะ
18.00 น. รถไฟของเรามาแล้วค่ะ เดินเข้าไปหาที่นั่งของเราตามบัตรโดยสารได้เลย
ขากลับก็นั่งดูวิวทิวทัศน์ข้างทางยามเย็นไปค่ะ หรือหากใครหิวบนรถไฟเค้าก็มีบริการขายอาหารด้วยนะคะ
เวลา 18.59 น. นั่งรถไฟเพียง 59 นาที พวกเราก็มาถึงสถานีไทเปแล้วค่ะ สำหรับใครที่เป็นขาช้อปนอกจากย่านซีเหมินติง (Ximending) ที่พวกเราพักอาศัยกันแล้ว ที่สถานีไทเป หรือ Taipei main station แห่งนี้ยังมีแหล่งช้อปปิ้งราคาสบายกระเป๋าซ่อนอยู่ ให้หาป้าย “Taipei City Mall” แล้วเดินตามป้ายบอกทางไปได้เลยค่ะ
เดินตามป้ายมาแปปเดียวก็ถึงไทเปซิตี้มอลล์ ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในเดอะแพลทินัมแฟชั่นมอลล์ยังไงยังงั้น
ละลายทรัพย์กันได้ไม่นาน เวลาประมาณ 20.00 น. นาฬิการ่างกายก็ร้องบอกเวลาโดยอัตโนมัติว่าจะต้องเติมพลังงานแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าจะหาซื้ออะไรง่ายๆ ไปนั่งกินกันที่ห้อง แต่บังเอิญว่าทริปนี้โชคดีที่หนึ่ง ในคณะลูกเป็ดพาทัวร์มีเพื่อนเป็นคนท้องถิ่นไทเป นางจึงอาสาเป็นไกด์กิตติมศักดิ์พาพวกเราไปหาของกินแบบท้องถิ่นกัน ก่อนอื่นพวกเราต้องขึ้นรถ MRT สายสีฟ้า จาก สถานี Taipei Main Station (BL11) ไปลงที่ สถานี Ximen Station (BL12) เมื่อเดินขึ้นมาจากสถานี MRT ไกด์ท้องถิ่นของเราพร้อมสามีสุดหล่อชาวญี่ปุ่น (พูดจีนเก่งมากเพราะอาศัยอยู่ที่ไต้หวันตั้งแต่เด็ก) ก็พาเราขึ้นรถ TAXI ไปยังตลาดกลางคืนไทเป ถ้าเทียบกับบ้านเราก็แถวๆ คลองถม + เยาวราช ค่ะ ในส่วนนี้ลูกเป็ดบรรยายไม่ถูกแล้วค่ะ เพราะลุง TAXI เป็นคนขับพาเราไปค่ะ ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที จากสถานี Ximen Station เราก็ถึงตลาดกลางคืนแล้วค่ะ พวกเราจ่ายค่ารถTAXI ไป NT$ 105 ค่ารถที่นี่ราคาก็พอๆ กับบ้านเราค่ะ อาจจะเริ่มต้นแพงกว่าหน่อย แต่รวมๆ แล้วก็ไม่แพง
คุณลุงจอดส่งพวกเราที่ทางเข้าตลาดเลยค่ะ อย่างที่บอกบรรยากาศที่นี่เหมือนคลองถม + เยาวราช มีร้าน ของกิน ของใช้ ขายมากมาย ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นคนท้องถิ่น ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่สักเท่าไหร่
บรรยากาศท้องถิ่นจริงๆ เลยค่ะ สังเกตได้ว่ามีแต่ป้ายภาษาจีนล้วนๆ ไม่มีอังกฤษปนเลยแม้แต่น้อย
ใครสนใจร้านไหนก็สั่งและนั่งกินในพื้นที่ของร้านนั้นๆ ได้เลยค่ะ ร้านใครร้านมัน!! ที่นี่ไม่เสิร์ฟกันข้ามร้าน ออ!!! แอบเห็นที่ตลาดนี้แห่งนี้ เค้ามีร้านเล่นเกมส์ อารมณ์ก็จะเหมือนบิงโกตามงานวัดบ้านเราเลยค่ะ 555+
ของกินแนว Street Food ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากิน ตลาดกลางคืนที่นี่ก็สามารถหากินได้ค่ะ ที่สำคัญไม่ต้องต่อแถวยาวเหยียด แถมมีที่นั่งให้ด้วยนะคะ และอาหารเรียกน้ำย่อยของเราในวันนี้ย่างแรกก็คือ เต้าหู้เหม็น ขอบอกก่อนว่าโคตรเหม็นสมชื่อเลยค่ะ แต่รสชาติมันตรงกันข้าม สำหรับลูกเป็ดแล้วถือว่าอร่อยค่ะ รสชาติ ก็คือ เต้าหู้ทอดกรอบ (กรอบมากแต่ต้องกินร้อนๆ นะคะ) ราดด้วยซอสหวานๆ เค็มๆ นั่นแหละค่ะ
อย่างที่สองที่ได้ลองลิ้มชิมรส ก็คือ บะหมี่ที่เหมือนกับบะหมี่อาจงในตำนาน น้ำซุปจะเหมือนกับกระเพาะปลาบ้านเรา แต่กลิ่นเครื่องยาจะแรงกว่า ลูกเป็ดเดาว่าเป็นกลิ่นพวกปลาแห้งค่ะ บะหมี่จะเป็นเส้นลื่นๆ คล้ายๆ ก๋วยจั๊บญวน จะใส่พวกเครื่องในไก่ ไส้ไก่ และก็มีหอยเชลล์ด้วยนะคะ ราคาเท่าไหร่ไม่รู้เพราะเพื่อนสั่งให้ แต่เริ่มที่ NT$ 40 ตอนกินระวังปากพองนะคะ มันร้อน!!!
กินออร์เดิร์ฟเสร็จแล้วก็มาต่อที่อาหารหลักกัน (แต่สำหรับลูกเป็ดอิ่มตั้งแต่อาจงแล้วค่ะ) เดินไปเดินมาหลายร้าน ก็มาจบที่ร้าน Formosa Chang ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ไต้หวันที่สามารถหาทานได้ง่ายเนื่องจากมีหลายสาขา และเมนูที่สั่งก็คือ หลู่โร่วฟั่น หรือ ข้าวหมูสับพะโล้ ที่ใครมาไต้หวันแล้วต้องลองรับประทานให้ได้เลยนะคะ
ยังก่อนค่ะ!!! ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในเมื่อเพื่อนเก่าเค้ามาเจอกัน ต้องไปหาอะไรดื่มให้อาหารมันย่อยกันสักเล็กน้อย (ณ จุดนี้ลูกเป็ดอยากอาบน้ำนอนมากๆ ค่ะ แต่ไหนๆ ก็หลวมตัวมาแล้วนี่ค่ะ) หลังจากกินอาหารมื้อหลักเสร็จ เพื่อนท้องถิ่นก็จัดการโบก TAXI ให้เช่นเคยค่ะ นางบอกทางพูดคุยกับ TAXI เสร็จ เราก็นั่งรถไม่ถึง 5 นาที มาลงที่หน้าร้าน “Mikkeller Taipei” ร้านนี้เป็นร้านขายเบียร์ที่ภายนอกตกแต่งเหมือนร้านกาแฟ ไม่รู้ว่ากลางวันขายกาแฟ กลางคืนขายเบียร์หรือเปล่า??? มิคเคลเลอร์ ไทเป เป็นบาร์เบียร์ตั้งอยู่ในย่านต้าเตาเฉิง ซึ่งเป็นย่านที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในไทเปเมื่อช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 แม้กระทั่งตอนนี้ ก็ยังมีสิ่งปลูกสร้างจากยุคนั้น จึงได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญหลงเหลือให้เห็นหลายแห่ง และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มิคเคลเลอร์ ไทเป (Mikkeller Taipei) มีบทบาทนำการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของย่านนี้ท่ามกลางกระแสที่มีทั้งมีร้านกาแฟเก๋ๆ ร้านขายของกระจุกกระจิก และนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันเข้าไป บาร์เบียร์แห่งนี้ก่อตั้งโดยมิคเคลเลอร์ (Mikkeller) ผู้ผลิตเบียร์จากเดนมาร์ก โดยผสมผสานสถาปัตยกรรม ในย่านต้าเตาเฉิงกับความเรียบง่ายของการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวีย ที่อาคาร 3 ชั้น แห่งนี้มีเบียร์ให้ลิ้มลองถึง 23 ชนิด มี หัวแทปเบียร์สด เรียงรายดูเก๋ไก๋มากค่ะ และหนึ่งในนั้นคือ “เอระกุโช” (Eirakucho) ซึ่งเป็นชื่อเก่าของย่านนี้สมัยที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน และเมื่อแต่ละคนได้ลองชิมเบียร์ต่างๆ จนพอใจแล้วก็สั่งเบียร์ที่ตนเองชื่นชอบ แต่สำหรับลูกเป็ด NO!!! แอลกอฮอล์ มาหลายปีแล้ว เพื่อนก็สั่งเครื่องดื่มชนิดที่ โนแอล ตอนแรกลูกเป็ดก็นึกว่า พนักงานจะหยิบพวกน้ำส้มสวยๆ นางเอกๆ หรือน้ำผลไม้ให้ แต่ที่ไหนได้ สุดหล่อหยิบเบียร์ที่ alcohol 0% ให้ รสชาติมันก็คือเบียร์ขมๆ นี่แหละค่ะ ลูกเป็ดเพิ่งรู้ว่ามีเบียร์ที่ alcohol 0% ก็วันนี้ (แต่ให้อภัยนะคะ พนักงานที่นี่งานดีทุกคน แบบว่าแค่มองหน้าลูกเป็ดก็เมาแล้ว) จากนั้นพวกเราก็พากันเดินขึ้นไปนั่งดื่มเม้าท์มอยที่ชั้น 2 ของร้านค่ะ
หัวแทปเบียร์สด และ เบียร์รสชาติต่างๆ ทั้ง 23 ชนิด
บรรยากาศชั้น 2 ของร้าน ก็จะออกแนวน่ารักๆ ค่ะ
ส่วนอันนี้คือ Energibajer เบียร์ปลอดแอล แต่รสชาติก็ไม่แตกต่างกับเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์เลยแม้แต่น้อย
นั่งดื่มกันจนเพลินจนเข็มนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ก่อนที่เวทมนตร์ของพี่นางฟ้าจะเสื่อมลงทำให้ราชรถ กลับกลายเป็นฟักทองดังเดิม น้องซินเดอเรลล่าก็ต้องรีบกลับไปพักผ่อนแล้วค่ะ (ตามจริงพ่อค้าแซ่บสุดหล่อขึ้นมาบอกว่าร้านจะปิดแล้วครับคุณลูกค้าที่น่ารัก) และก็เช่นเคยเพื่อนท้องถิ่นของพวกเราก็จัดการโบก TAXI ให้ค่ะ จากร้านมิคเคลเลอร์ คุณลุงโชเฟอร์ขับรถลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็มาจอดที่ ปากซอยห้องพักของพวกเราแล้วค่ะ วันนี้ลูกเป็ดขอจบโปรแกรมทัวร์เท่านี้นะคะ ขอตัวไปอาบน้ำพักผ่อน ก่อนค่ะ เพราะพรุ่งนี้บอกเลยว่าโปรแกรมไม่ธรรมดาจริงๆ นะจะบอกให้!!! . . . Good Night Kiss ZZzzz
Facebook Page : ลูกเป็ดพาเที่ยว https://www.facebook.com/ลูกเป็ดพาเที่ยว-388495935266381/
Instagram : tingerbell.pr
แสดงความคิดเห็น

Booking.com