คุณป้าวินเทจ
เอเชีย  เนปาล  กาฐมาณฑุ   2019-05-15 15:48:12  
ความคิดเห็น(1)  เปิดดู(247)  ชอบ(1)  ไร้สาระ(0)

Nepal 5Days กับน้ำหนักเพิ่มขึ้น 5kgs "วิถีคนอ้วน บันเทิงสายกิน" :D

พูดถึงเนปาล คงเป็นจุดหมายของหลายๆ คน เพื่อมุ่งไปพิชิตความสูงและความสวยงามของเอเวอเรสต์ นั่นก็รวมถึง จขกท ด้วย แต่ทว่าสภาพไม่พร้อมของร่างกายและข้อเท้าก็เลยต้องพับ โปรแกรม Trek ทุกแบบออกจากหัวสมอง แต่ยังไม่ละเลิกความพยายามเชื่อว่าถึง ไม่ Trek เราก็น่าจะไปทำอย่างอื่นได้ ทำให้ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน ต้องเช็คราคาตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ –กาฐมาณฑุ ทู๊กกกก วัน ตั้งแต่ตั๋วไม่กี่พันจนถึงหมื่น และขยับขึ้นมาต้นเดืเมษายน ประมาณ 17,000 – 20,000 **แล้วแต่สายการบิน ตอนนั้นรู้สึกหมดหวังที่จะเจอตั๋วถูกอีกแล้ว คงต้องรออีกครั้ง จนช่วง low season แต่ปิงโก วันที่ 04 เมษา เจอตั๋วเดินทางวันที่10 เมษา ไป-กลับ ราคา 11,029.80 รวมภาษี+ประกัน+เลือกที่นั่ง เลยติดสินใจ ซื้ออย่างไม่ลังเล เพราะน่าจะถูกสุดในช่วงพีคของวันหยุดสงกรานต์ยาวๆ-ค่าตั๋วเครื่องบิน Thai Lion Air ไป-กลับ 11,029.80 บาท รวมภาษี+ประกัน+เลือกที่นั่งเรียบร้อย-ซื้อประกันเดินทาง 5วัน 493 บาท-ค่าใช้จ่ายที่เนปาล กิน พัก เที่ยว รวมถึงของฝาก ใช้ไป ประมาณ USD 300สิ่งที่ตามมาคือ วีซ่า ซึ่งอ่านหลายๆ รีวิวบอกว่า visa on arrival ก็ได้ แต่สำหรับ จขกท กันเหนียวและเผื่อความสะดวกไว้ก่อนก็เลยจัดการวีซ่าในวันถัดไปให้เสร็จเรียบร้อย รวมถึงซื้อประกันเดินทางเพิ่มเติม 555+ เผื่อผิดพลาดทุกอย่างหลังจากนั้นจองที่พักผ่าน booking.com ตั๋วพร้อม วีซ่าพร้อม ที่พักจองแล้ว เงินต้องพร้อม ซื้อ us dollar เพื่อไปแลกรูปีที่โน้น นะคะ จัดกระเป๋าเตรียมเดินทางเสร็จตั้งแต่วันอาทิตย์ เร่งเคลียร์งานให้เสร็จ และพร้อมเดินทาง
การเดินทางไปเนปาลครั้งแรก ของผู้หญิงคนเดียว backpack แบกจนไหล่แทบทรุด หลังจากวางแผนมาเนิ่นนาน มาค่ะ ทริปนี้วันหยุดมีน้อย ใช้สอยอย่างคุ้มค่า ตามมาค่ะ กับ “วิถีคนอ้วน บันเทิงสายกิน” กิจกรรม ในทีสุดก็พาตัวเองมาถึงสนามบินนานาชาติตริภูวัน ประเทศเนปาล สนามบินไม่ใหญ่มาก ไม่มีงวงช้างมาเทียบ ผู้โดยสารต้องเดินลงจากเครื่องและตรงเข้าอาคารสนามบินได้สะดวกค่ะ แสงแดดจ้า แต่อากาศจะชื้นๆ เย็นฉ่ำๆ ปลายจมูกนิดนึง อุณหภูมิประมาณ 24-25’C ก็ดีกว่าอากาศในเมืองไทยตอนนั้น ซึ่งอุณหภูมิจะแตะ 40’C อยู่แร้น ณ เวลานั้น รู้สึกโชคดีที่ทำวีซ่ามาเรียบร้อย เพราะช่องบริการสำหรับทำ visa on arrival คนเยอะมว๊ากกกกก ในขณะที่ ช่องบริการสำหรับผู้มี visa เรียบร้อยแล้ว มีไม่กี่คนและ จขกท เป็นอันดับที่ 2 เอิ่ม รวดเร็ว มาเร็วเคลมเร็ว เสร็จเรียบร้อย
แบกกระเป๋าออกจากสนามบิน มายืนรอแท็กซี่จากโรงแรมThamel Inn ซึ่งจองผ่าน booking.com ไม่นาน พนักงานโรงแรม ก็เดินมาสะกิดว่าพร้อมส่งโทรศัพท์ให้ดูว่าชื่อในapp booking ใช่ชื่อ คุณ... หรือเปล่า เราก็งง เพราะบรรยากาศข้างนอกมันวุ่นวายพิลึก แม้จะอ่านรีวิว มาเยอะ แต่พอเจอเอง ก็ สตั้น ไป 10 วิ พออ่านชื่อใช่และถูกต้องคุยกันเสร็จสรรพก็เดินตามพนักงานหนุ่มและคนขับแท๊กซี่มาถึงลานจอดรถวางกระเป๋าเรียบร้อย ทว่า รถกำลังจะออก ก็มีผู้ชายอีกคนเดินมาบอกว่า “อย่าเพิ่งไป จ่ายทิปให้ผมก่อน” ไอ้เราก็ งง สิ อีตานี่คือใคร? ก็เลยถามไปว่า “คุณเป็นใคร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้คุณ!” ชายคนนั้นบอกว่า “ผมถือป้ายชื่อของคุณ” ว่าแล้วเขาก็เอากระดาษเอ4 ที่เขียนชื่อ จขกท โชว์หราให้ดู ไอ้เราก็เลยหันไปถามคนขับว่า “ผู้ชายคนนี้เป็นพนักงานโรงแรมหรือเปล่า” แต่คนขับบอกว่า “ไม่ใช่ เขาแค่มาขอถือกระดาษ” อ้าว กรำ มีงี้ด้วย ก็เลยตอบผู้ชายคนนั้นไป “ฉันไม่มีทิปสำหรับคุณ” แล้วแท็กซี่ก็ขับออกจากสนามบิน
เสียงแตรรถดังลั่นไปหมด ไม่เว้นแต่ อีตาคนขับแท็กซี่ก็เป็นไปกับเขา อารมณ์ประมาณ กดเรื่อยเปื่อย กดเอามัน กดเพราะเคยชิน แปร้น ปี้น ตลอดทาง ส่วนใหญ่ตึกรามบ้านช่องก็จะเป็นอิฐสีแดงบ้าง สีน้ำตาลบ้าง บางทียังคงมีร่องรอยความเสียหายจากแผ่นดินไหว เมื่อหลายปีก่อน บางอาคารก็ยังซ่อมแซ่มอยู่เลย และมีอาคารก่อสร้องเยอะไปหมด รวมถึงมีก่อสร้างตึกใหญ่ๆ มากขึ้น (ข้อนี้สังเกต จากสิ่งที่เห็นและถามคุณพี่แท็กซี่ ) ที่แน่ๆ ฝุ่นเยอะดีค่ะ จากสนามบินมาถึงโรงแรมในย่านทาเมล ประมาณ 30-40 นาที ไปถึงที่พักครั้งแรก งง เล็กน้อยถึงปานกลางเพราะภาพใน booking.com กับภาพที่เห็นจริงๆ มันไม่เหมือนกัน ก็เลยถามแท็กซี่ว่าใช่ที่นี่จริงๆ เหรอ? คนขับก็ย้ำว่า ใช่แน่นอน เราแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ใช่ก็คือใช่ ก็เลยเดินเข้าไปเช็คอินตามปกติ พนักงานพูดจาดีมากยิ้มแย้มแจ่มใส ก็เลยเฉยๆ ไม่คิดจะถามอะไรต่อขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เริ่มปฏิบัติการเดินหาของกินมื้อค่ำ สีสันยามค่ำคืนของทาเมล ค่ำคืนนี้
หลังจาก เช็คอิน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ก็เริ่มปฏิบัติการเดินหาของกินมื้อค่ำ ทริป เดินโล้ดค่ะ เดินจนพื้นรองเท้าสึก สีสันยามค่ำคืนของทาเมล มีทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น มันดูแปลกหูแปลกตาดี ถึงแม้จะมีหลายคนบอกว่าคล้ายๆ ถนนข้าวสารบ้านเราก็ตาม Jatra Café and Bar พิกัด Thamel JP Road, ว่ากันว่า มี live สดดนตรีน่าฟัง อาหารอร่อย ก็ต้องจัดค่ะ กินคนเดียวคงได้ไม่เกิน 2 อย่าง ก็เลยสั่งChicken Momo แบบ นึ่ง รสชาติอร่อยดีค่ะ คล้ายๆ ฮะเก๊า บ้านเรา แต่แป้งแข็งและหนากว่า รวมๆ คือ อร่อย
และ "Chatammari" หรือ พิซซ่าของคนเนปาล ซึ่งเป็นอาหารพื้นถิ่น เอาจริงๆ จานนี้ มันร่วนๆ แปลกๆ ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยอร่อย แต่คนอื่นอาจจะทานแล้วรู้สึกอร่อยก็ได้
โดยขาดไม่ได้คือ เบียร์ เค้าว่ากันว่าประเทศนี้มีเบียร์หลากหลายยี่ห้อ 555+ กะจะลองมันทุกยี่ห้อ ก็กะไร วันนี้เริ่มที่ Gorkha Beer 2ขวด รสชาติ คือ ดี ช่วงอารมณ์นั้นคือ หิว และ อยากดื่มอะไรเย็นๆ ก็เลย ชื่นใจ
เช็คบิล อาหาร 2 อย่างเบียร์ 2 สนนราคามื้อนี้ จำไม่ได้ รู้แต่อร่อยค่ะ
บรรยากาศร้านน่านั่ง เงียบสงบ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นโซนถนนคนเดิน เสียงแตรรถก็เลยไม่หลอน แนะนำค่ะ วิถีคนอ้วนบันเทิงสายกิน
หลังจากเช็คบิล ก็โบกมือลา Jatra Café and Bar ถ้ามีโอกาสกลับมาอีกครั้งจะมานั่งชิล์อีกรอบ ท้องอิ่ม ก็เริ่มสำรวจซอกซอยไปเรื่อยๆ
เดินเล่นสักพัก ก็แวะซื้อน้ำดื่ม และกลับโรงแรม ประมาณเกือบ 4 ทุ่ม กลับถึงที่พัก เสียงดนตรีดังมาจากโรงแรมข้างๆ กระหึ่มมาก ไอ้เราก็ชะเง้อคอมองด้วยความสนใจ เห็นลูกโป่งเต็มหน้าประตู ภาพแบบนี้มันต้องมีความบันเทิงข้างใน ก็เลยเดินไปถามพนักงานโรงแรมที่พัก ว่า
“ข้างๆ เค้ามีงานเหรอ” คำตอบคือ “ใช่ครับ โรงแรมข้างๆ เค้าเพิ่งเปิดผับใหม่ Grand opening วันนี้ คุณไปร่วมสนุกได้นะครับ” เหอๆ เสียงดนตรีดังขนาดนี้ มีหรือจะพลาด อาการอิ่มท้องเริ่มง่วงหายไปเป็นปลิดทิ้ง รีบวิ่งแจ้นไปเก็บของบนห้องแล้วก็รีบดี้ด้าเดินไปโรงแรมข้างๆ ทันที
ส่วนใหญ่แขกในร้านจะไปเป็นกลุ่ม ก็เลยไม่มีที่นั่งสำหรับคนเดียว พนักงานก็เลยจัดไห้นั่งติดขอบเวที 555 เหมือนจะรู้ใจ (ซะงั้น) งานเลี้ยงครื่นเครงดีค่ะ ดนตรีสดเครื่องเสียงใช้ได้เลย ท้องอิ่มเต็มคงสั่งอาหารไม่ไหว ก็เลยจัดเบียร์ Tuborg Beer มาลองแต่ ไม่ใช่แบรนด์เนปาล รสชาติก็โอเคร
ดนตรีเล่นไปจน 5ทุ่ม เค้าก็เริ่มตัดริบบิ้น grand opening party อย่างเป็นทางการ เค้าเฮ เราก็เฮ เค้าเชี้ยส เราก็เชี่ยส 555 เพี้ยนขำหนักมาก นั่งชิลไปจนเที่ยงคืนครึ่ง Tuborg Beer 2 ขวด
เช็คบิล เดินกลับโรงแรม อาบน้ำ นอน อิ่มมาก สำหรับวันแรกที่มาถึง
วันที่สอง 2 ยังมีพลังเหลือเฟือ
ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า อาบน้ำเรียบร้อย ภารกิจวันนี้ คือ เดินสำรวจไปรอบๆ และมองหาของกินอร่อยๆ เดินออกจากโรงแรมเหมือนจะรู้สถานที่ เอาจริงๆ คือสุ่ม ดุ้ยๆ ตามอำเภอใจ เมื่อคืนฝนตก ถนนมันก็จะแฉะๆ โคลนเลนเยอะไปนิส
ขยะตอนเช้ามีกองๆ ให้เห็นประปราย อึ มีให้เห็นบ้างเล็กน้อย เดินไปจนเจอ Kathesimbu Stupa
ลักษณะคล้ายๆ กับที่ Swayanbhunath Temple แต่จะมีขนาดเล็กกว่าหลายเท่าตัวค่ะ นกพิราบรวมถึงขรี้นกเยอะมาก
ข้างๆ จะเป็นวัดธิเบต สวยและสะอาด ก็เลยเดินดุ้ยเข้าไปดู ข้างในมีภาพเขียนพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า
จู่ๆ ก็มีผู้หญิงเนปาลคนหนึ่งแเดินเข้ามาทัก ไอ้เรา ก็นิสัยคนไทย ทักมาก็ทักตอบ เธอบอกว่า เธอมากับสามีและต้องการพาสามีมาเข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา จขกท หันไปมองสามีนาง เหอๆ สภาพงี้ดูไม่จืด กลิ่นเหล้าหี่งเชียว ยืนโงนเงน จะตรงดีจะกลิ้งดี ก็ยังแอบสงสัยว่าหลัวนางจริงๆ เหรอ เพราะผู้หญิงแต่งตัวสะอาดและพูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก
จขกท ก็ยิ้มเฉยไม่ตอบและเดินห่างออกไป แต่ทว่านางก็เดินตามมา รั้งแขน บอกว่า จะอธิบายนั่นนี่ให้ฟัง ไอ้เราก็เหวอๆ นึกในใจ จิตใจจะไม่ถามตรูหน่อยเหรอว่า ตรูอยากฟังหรือเปล่า ก็เลยเลี่ยงเดินห่างออกไป แต่นางก็เดินมาบอกว่า ให้ตามเธอมา เดี่ยวจะพาไปดูส่วนที่ดีของวัด นึกในใจเอาแล้วไง สงสัยตรูจะโดนอีก ว่าแล้ว นางก็ก้มหน้าก้มตาอธิบายว่า นางสูญเสียลูกและสามีเก่าที่นี่ ตอนแผ่นดินไหว
ชีวิตทุกอย่างพังทลายจนชีวิตไม่เหลืออะไร” ทันใดนั้นน้ำตานางก็ไหลพราก ไอ้เราก็ตกกะใจอะดิ ทำไงละทีนี้ คนไทยอีกค่ะ ใจดีพูดปลอบใจเธอไป
“ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละไม่มีอะไรแน่นอน เดี่ยวทุกอย่างก็ดีขึ้น” น่านไง จิตใจดี นางก็เอานิ้วกรีดน้ำตาออกจากร่องแก้ม จขกท ก็เลยโบกมือลากลับก่อน ทว่า เธอบอกว่า
“อย่าเพิ่งไป เสียเวลาอธิบาย และพาเดินเยี่ยมชมสถานที ณ ตอนนี้คุณกลับไปเฉยๆ ไม่ได้” ไอ้เราก็ ร้องอ่อในใจยาวมาก ก็เลยถามไป “how?”
นางก็ตอบว่า “ต้องจ่ายเงินค่าเสียเวลาคุยให้เหมาะสม” น่านไง น่านไง โดนแร่ะ ก็เลยหยิบเงินให้หล่อนไป 20 รูปี โทษฐานข้อมูลถูกใจ และบอกว่า
“ให้เธอเท่านี้นะ” แต่นางปฏิเสธ ยื่นกอด อก ส่ายศีรษะ ดิ๊กๆ เลย ว่าไม่เอา น้อยไป ก็เลยบอกนางไปว่า
“เอาไม่เอาก็ให้เท่านี้ และให้ได้เท่านี้เพราะชอบข้อมูลของคุณ แต่ฉันไม่ได้บอกให้คุณมาอธิบาย คุณไม่ควรจะมาขอหรือบังคับให้ฉันจ่ายเงินให้คุณ” ว่าแล้ว นางก็ขยุ้มเงิน 20รูปีซุกในกระเป๋ากางเกง สะบัดบ๊อบเดินบ่นไปคุยกับผู้ชายที่บอกว่าเป็นสามีพลางชี้โบ้ ชี้เบ้มาทาง จขกท.
ประมาณได้ 20รูปีเสียเวลาจริงๆ นางก็กลับไปนั่งที่บันใด ไขว้ข้าง สะบัดบ๊อบใส่เราทันที55555
ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า อย่าพูดคุยกับคนแปลกหน้า ไม่ว่าหญิงหรือชาย อยากรู้อะไรให้เดินไปถามในร้านค้า พ่อค้าหรือแม่ ขายของจะสะดวกและปลอดภัยสุด
ที่ Kathesimbu Stupa สามรถเข้าฟรี ไม่เสียเงินนะคะ
เดินออกจาก Kathesimbu Stupa ผ่านตลาดเช้าสีสันจัดจ้าน ทุกอย่าง
แวะซื้อขนมทอด เป็นวงกลมๆ เรียกว่า Sel Roti กลิ่นหอม ก็เลยซื้อมา 3 ชิ้น กับแป้งทอดเป็นแผ่นๆ พ่อค้าจัดการห่อหนังสือพิมพ์ใส่ถุงก๊อปแกบ เอิ่ม วินเทจ เหมือนกลับไปสมัยเรียนประถมตอนซื้อปาท่องโก้เลย
จขกท ตั้งใจจะกลับไปทานอาหารเช้าที่โรงแรม แต่พอดีผ่านร้าน Café Mitra Thamel อยู่ในซอกตึก ก็เลยเปลี่ยนใจขอนั่งชิล สโลว์ไลฟ์ จิบชานม สไตล์เนปาล กับ Sel Roti ที่นี่
ชานมจะมันๆ มีกลิ่นอบเชยเล็กน้อย อร่อยดี ส่วน Sel Roti ก็หวานๆ กรอบๆ ข้างในยังมีเม็ดแป้ง ไม่แน่ใจว่าเป็นสูตรเค้า หรือ ละลายแป้งไม่หมด 555 ก็อร่อยดีค่ะ
หลังจากนั่ง สโลว์ไลฟ์จนได้เวลาก็เดินกลับที่พักเพื่อเก็บของเช็คเอ้าท์ เปลี่ยนที่พักเป็น Bishwonath Hotel ใกล้ Garden of the Dream และจะพักที่นี่จนจบทริป
สภาพทั่วไปก็ดีค่ะ สะอาดสะอ้าน บรรยากาศโล่งๆ ไม่อับ พนักงานยิ้มแย้ม ดูเป็นมิตรค่ะ ได้ห้องพักชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด เอิ่ม เดินขึ้น เดินลง โดยเฉพาะวันแรกที่ต้องแบกเป้ขึ้นบันได 5 ชั้น อือหือ หัวใจสูบฉีดแทบไม่ทัน เพราะปกติทำงานออฟฟิศ ออกกำลังกายก็น้อย แถมอ้วนอีก ก็เลย เหนื่อยมว๊ากกก
หลังจากเช็คอิน เรียบร้อย ก็ตรงดิ่งไปยัง Nepal Art Council พิกัด Madan Bhandari Road,
เค้ามีนิทรรศการภาพเขียน “ความสัมพันธ์ เนปาล-เกาหลี” จัดที่ชั้น1 และ ชั้น 3 นิทรรศการภาพถ่าย ในหัวข้อ “Nepal is Beautiful 2019” จัดโดย “The country Needs us”
หลังจากชื่นชมความงามของภาพถ่ายอยู่พักใหญ่ จนบ่าย2 ครึ่ง รู้สึกหิว เค้าว่าร้านนี้อร่อย ฉะนั้นต้องไปค่ะ
ออกจาก Art ก็ตรงมายัง ร้าน Yellow Pamelo พิกัด Jawalakhel Rd, Patan
บรรยากาศน่านั่ง โล่งโปร่ง พนักงานบริการดี ห้องน้ำสะอาด จขกท สั่ง
”Rice with pork legs curry” กับ.”potato wedges” มื้อนี้น้ำเปล่า งด เบียร์ 555
บอกเลยว่า จานนี้อร่อยโค้ตๆ ขาหมูเปื่อยยุ่ยละลายในปากผสมกับเครื่องแกง โอ้ย คือ ฟินส์มาก ส่วนมันฝรั่ง จิ้มกับพริกน้ำส้มก็อร่อยมาก
เอิ่ม มื้อนี้ พุงปลิ้น อีกแล้ว เช็คบิลสนน มื้อนี้ราคาเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ เช่นเคย 5555
ออกจากร้าน Yellow Pamelo ก็เดินดูนั่นนี่ข้างทาง ก็เรียกแท๊กซี่กลับมาที่ Garden of the Dream ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับที่พัก ต้องจ่ายค่าตั๋ว 200 รูปี https://en.wikipedia.org/wiki/Garden_of_Dreams
ข้างในก็คล้ายๆ สวนสาธารณะบ้านเราค่ะ ดอกไม้สวย ร่มรื่นดูเหมือนจะเป็นปอดสำหรับผู้คนในกาฐมาณฑุจริงๆ ข้างในเงียบสงบแทบไม่ได้ยินเสียงแตรรถเลย ทั้งๆ ที่ติดกับถนนสายหลัก ภายในยังมีร้านอาหาร 2 ร้าน ดูดีดูแพง แต่ จขกท ไม่ได้เลือกมื้อค่ำที่นี่เพราะ มีที่หมายอื่นละ ใช้เวลานั่งเล่นในสวนจนค่ำ
ออกมาเริ่มเห็นแสงสียามค่ำละ เดินสำรวจ shop แบรนด์บ้างไม่แบรนด์บ้าง อุปกรณ์เทรค ของที่ระลึกเยอะแยะ ไม่แพ้ย่านทาเมล
ออกจาก Garden of The dream ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ก็ถึงโรงแรม อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เดินชิลล์ตามแผนที่ มุ่งหน้า “Purple Haze Rock Bar” พิกัด Thamel เค้าว่า ค่ำคืนของวันศุกร์ ที่นี่สุดยอด 555+
ในเมื่อสุดยอด จขกท ก็ต้องไม่พลาดค่ะ 5555
บรรยากาศภายใน กว้างขวาง มี2 ชั้น จขกท เลือกที่จะนั่งบนชั้น เพราะมีที่นั่งสำหรับคนเดียว และติดระเบียงสามารถมองเห็นวงดนตรีและบรรยากาศข้างล่างชัดเจน สั่งอาหารไป2อย่าง คือ “Chicken Jhol momo” หน้าตาประมาณ momo ใส่น้ำซุบเครื่องแกงข้นๆ รสชาติดีค่ะ ไม่หวานไม่มันเกินไป
กับ “Chowmein” หน้าตาจะเหมือนผัดหมี่ฮกเกี้ยน หรือหมี่ซั่วบ้านเราค่ะ รสชาติก็เหมือนๆ กัน
สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ Everest Premium Lager Beer อาหารที่สั่งมากับเครื่องดื่ม ดูจะไม่เข้ากันสักเท่าไหร่ แต่ว่า หิวข้าว
บรรยากาศนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ ดนตรีมันส์มาก นักร้องเสียงดี นั่งชิลล์ จนเที่ยงคืน เช็คบิล เบียร์ 2 ขวด อาหาร 2 อย่าง ก็จำไม่ได้อีกว่าจ่ายไปเท่าไหร่ 555
เดินลงมาจากผับ ไฟส่องถนนดับหมดแล้ว บรรยากาศมืดนิดนึง แต่ผู้คนออกจากผับแถวนั้นเยอะมากมาย จขกท แวะซื้อน้ำดื่มจาก supermarket แล้วรีบเดิน กลับโรงแรม อาบน้ำ พักผ่อน
วันนี้เต็มที่ทั้งอาหารและความบันเทิง
วันที่สาม 3 ตื่นแต่เช้า พลังยังมีเหลือเฟือ วันนี้ซื้อ Day Trip ทัวร์กับทางโรงแรม ใช้เวลา ประมาณ 6 ชั่วโมง กับ 5 สถานที่
อันประกอบด้วย
swayambhunath temple ค่าเข้า 200 รูปี
hanuman dhoka durbar square ค่าเข้า 1,000 รูปี
Pashupatinath Temple
Patan Durbar Square
Boudhanath Stupa ค่าเข้า 400 รูปี
เมื่อตกลงราคาได้เรียบร้อย ก็นั่งจิบชา รอสัก 10 นาที
แท็กซี่พร้อมคนขับก็มารับ สภาพจราจรช่วงเช้าก็วุ่นวายเอาเรื่อง ไม่ต่างจากบ้านเราสักเท่าไหร่
แต่มีสิ่งที่น่าแปลกมากๆ คือ “ที่นี่ ไม่มี สัญญาณไฟจราจร” ไม่ว่าจะเป็น สีแยก สามแยก หรือวงเวียน มีเสาสัญญาณกับโคมไฟ ฝุ่นเกาะจนแทบมองไม่เห็น บางอันก็ห้อยร่องแร่งผุพัง
แต่บ้านเขาจะมีตำรวจยืนอยู่ตรงกลางถนน คอยโบกรถ โดยใช้แผ่นพลาสติก กลมๆ ที่แปะตัวอักษรใหญ่ๆ ว่า GO /STOP ถ้าชูป้าย GO ก็แปลว่า ไปได้ รถก็แล่นออกตัวปลิวพร้อมเสียงแตร ปิ้น แปร้น ลั่นไปหมด
ถ้าเมื่อไหร่ ตำรวจชูป้าย STOP รถก็จอดรอปกติ ถ้ามองในมุมกลับกัน ก็ถือว่าเค้าเคารพกฎจราจรน่าดู เพราะถ้าเป็นเมืองไทย ไม่มีสัญญาณไฟละก็ ทุกอย่าง คือ ฟรีสไตล์ ชั้วโมงลั้นลา วัดฝีมือ วัดใจ 5555+
แท็กซี่จอดที่ swayambhunath temple เป็นสถานีแรก ซื้อตั๋ว 200 รูปี
สถานที่กว้างขวางมาก เดินตรงเข้าไปจะเห็นบ่อน้ำ มีพระพุทธรูปเด่นสวยสง่า
จะมีทางแยกซ้าย กับ ขวา จขกท เลือกเดินไปซ้าย เดินขึ้นบันไดไป ลิงบนต้นไม้เยอะ อึ มีให้เห็นบ้างประปรายแต่เสลด ถาก ถุย เห็นจนรู้สึกรับรู้ว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ก็เดินไปจนถึงบนสุดของฝั่งซ้าย จะมีต้นไม้ใหญ่ ธงมนตราระโยงระยางเต็มไปหมด ดูขลังและมีเสน่ห์มาก
จุดข้างบนนี้จะมีผู้คนมาออกกำลังกาย และมีจุดเทียนไหว้พระ
จขกท เดินสำรวจสักครู่ ก็เดินวนลงมา ถึงบ่อน้ำ และเดินขึ้นบันได ไปฝั่งขวา ฝั่งนี้แทบไม่มีอึ ไม่มีเสลด วิว ข้างๆ สวยกว่า ฝั่งซ้าย ลมพัดเย็นสบายกว่า
มีเก้าอี้ให้นั่งพักเหนื่อยแบบโล่งๆ เดินขึ้นบันใดสักพัก ก็ถึงจุดแลนมาร์คของที่นี่
สถูป โดมขาวๆ เสียงกระดิ่งและระฆัง ดังกังวานตลอดรู้สึกขลัง โดยเฉพาะธงมนตราที่พลิ้วปลิวตามแรงลมสวยดีค่ะ บนนี้คนเยอะ แพะก็มีสุนัขก็เยอะ
รอบๆ สถูปมีบ้านไม้รมสีดำ ยกพื้นสูงประมาณ1เมตร ตัวบ้านค่อนข้างสวย แต่แปลกใจตรงที่ทำไมเค้าต้องเอาขยะโยนทิ้งไปใต้ถุนแล้วสุนัขก็ไปคุ้ยเขี่ยเศษอาหารใต้ถุนให้เกลื่อนไปหมด
จขกท เดินวนรอบ สถูป 3 รอบ อธิษฐานในสิ่งที่ต้องการ และเดินถ่ายรูปสักพักก็กลับลงมา
เพื่อเดินทางไปสถานทีถัดไป
Hanuman dhoka durbar square ค่าเข้า 1,000 รูปี
พื้นทีรวมๆ กว้างมาก ถ้าใครอยากสำรวจแบบละเอียด แนะนำให้จ้างไกด์ท้องถิ่นน่าจะดีกว่า พี่คนขับแท็กซี่จอดรถให้แยกทางขึ้นเพราะข้างในห้ามรถยนต์เข้านอกจากมอเตอร์ไซต์ ก็เลยเดินชิลไปกับบรรยากาศวุ่นวายของตลาดเช้า
ตึก 2 ข้างทางจะเป็นสีอิฐและสีน้ำตาล ถนนปูด้วยบล็อกปูนซีเมนต์ ที่นี่ ถนนสะอาด ตลาดเช้าสีสันจัดจ้านของสด ผัก ผลไม้ เสื้อผ้า สมุนไพร ไม้จิ้มฟันยันสากกะเบือ มีเยอะมาก
จขกท ก็เดินดุ้ยไปเรื่อยๆ จนเจอป้อมซื้อตั๋ว จ่ายไป 1,000 รูปี ก็จะได้แผนที่ แบบนี้มาค่ะ
เดินตามแผนที่ไปเรื่อยแต่ ก็ยังไม่ครบทุกที รู้สึกเหนื่อยและร้อน เพราะแดดจัดเอาเรื่องทีเดียว ก็เลยตัดสินใจเดินย้อนกลับมาจนเจอ พระราชวัง
และเป็นสถานที่แรกที่ขอดูตั๋ว เพราะที่อื่นไม่มีใครขอตรวจตั๋วเลย ก็ยังแปลกใจ ว่าฉันจะซื้อมาทำไมละตั้ง 1,000 รูปี ทั้งๆ เดินดุ้ยเข้าฟรีทั้งนั้น
ข้างในพระราชวังมีทหารยามดูแลแน่นหนา อาคารบางจุดยังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม จุดที่เข้ามาก็ยืนได้แค่ประตู ก็เลยเดินไปถามทหาร ว่า จุดที่นักท่องเที่ยวเข้าได้มีแค่นี้เหรอ และได้คำตอบว่า เฉพาะจุดนี้
กรำ เข้ามายืนมอง ลานหน้าพระราชวังไม่ถึง5นาที เมื่อไม่รู้จะดูอะไรก็ต้องเดินออก
เดินแวะชมนกชมไม้ ไปเรื่อยๆ
เดินมาถึงจดนี้ แวะซื้อขนมจากร้านเบเกอรี่ข้างๆ กับน้ำดื่มสำหรับตัวเองและพี่คนขับแท็กซี่ด้วย
ก็นั่งคุยกันระหว่างออกมา ว่า
“ซื้อตั๋วไป 1,000 รูปี มีแค่พระราชวังที่ขอดุตั๋ว นอกนั้นไม่มีใครขอดูเลย” คนขับหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า
“จริงๆ ถ้าเดินดูรอบๆ ไม่ต้องซื้อตั๋วก็ได้” กรำ แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก
มาถึง สถานี ถัดไป คือ Patan Durbar Square คือสถานีถัดไป และที่นี่ก็ต้องซื้อตั๋วอีก ถ้าจำไม่ผิดนะประมาณ 1,000 รูปี
ก็หันไปถามคนขับว่า “ในนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง” เค้าก็บอกว่า
“ข้างในก็คล้ายๆ กัน เดินสำรวจดูรอบๆ แต่ตอนนี้มีก่อสร้างข้างในคุณอาจจะไม่ได้เข้าไปลึกๆ” ก็เลยตัดสินใจ เดินเข้าไปถ่ายรูปรอบนอก
เนื่องจาก แดดแรง อากาศร้อน เริ่มเหนื่อยและหิวข้าว รถแท็กซี่แล่นไปฝุ่นตลบไปหมดเพราะถนนกำลังก่อสร้างปรับปรุง
บางครั้ง มันก็มีความรู้สึกแว่บ เข้ามาในสมอง สภาพตัวเองเหมือน หนุมานคลกฝุ่นเลยจริงๆ
แท๊กซี่ตะลุยฝุ่น มุ่งหน้าไป Pashupatinath Temple คนขับเหมือนรู้งานไม่ต้องถาม เค้าบอกว่า คนต่างชาติจะไม่สามารถเข้าไปข้างในบางจุดที่สำคัญๆ ได้
จากจุดที่จอดรถ เดินบนถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 1เมตร ประมาณ 200เมตร ก็ถึงประตูด้านหน้า
จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจ รู้โดยสัญชาตญาณ ว่าเข้าไม่ได้ เราก็ต้องเดินผ่านไปจุดอื่นค่ะ
ที่นี่สีสันจัดจ้านสุดๆ ส้มสด แสงสด น้ำตาลสด ถ้าใครชอบถ่ายรูปสีแซ่บๆ ที่นี่ไม่ควรพลาด
บริเวณนอกรั้วสะอาด อาคารพาณิชย์ขายของดูสวยดี
คนเยอะมาก มีขบวนแห่ศพเข้าไปข้างใน มีวงดนตรีนำทาง เสียงกระหึ่มก็เลยหยุดมอง จนขบวนหายไปข้างใน
แล้วก็เดินต่อไปจนถึงจุดริมแม่น้ำ มีพิธีเผาศพควันโขมง
ยืนดูแค่แปบเดียว รู้สึกปลงอารมณ์เหมือนยืนดูหีบศพ ถูกใส่เข้าไปในเมรุ 5555 ประมาณนั้น ก็เดินขึ้นข้ามสะพานและเดินขึ้นบันไดเพราะมองเห็นสถูปอยู่ข้างบนหลายอด มองกลับลงมาข้างล่าง เห็นหลังคา เทวะสถาน และอาคารต่างๆ สวยมาก
ยืนถ่ายภาพสักครู่ ก็เดินเลาะไปทุกซอกซอย พักใหญ่ก็เดินกลับออกไป
ขึ้นแท็กซี่คันเดิม เพื่อต่อไปยัง สถานีถัดไป และเป็นสถานีสุดท้ายของทริปวันนี้
Boudhanath Stupa ค่าเข้า 400 รูปี คาดว่าระยะทางจาก Pashupatinath Temple ถึง Boudhanath Stupa ห่างกันไม่มาก เพราะนั่งยังไม่ทันหายปวดน่อง ก็ถึงแล้ว
คุณพี่แท๊กซี่ก็จอดอีกฝั่งและบอกว่า ให้เดินตรงขึ้นเนินไป วัดจะอยู่ข้างหน้า ก็เปิดประตูรถเดินขึ้นเนินไป ประมาณ 200 เมตร ก็ถึงปากซอย
ถึงหน้าปากซอย โอ้ว นึกไม่ออก มองไม่เห็นว่าวัดอยู่ตรงไหน อารมณ์ตอนนั้นคือ มึน $#@&! เพราะจุดที่โผล่ออกมาน่าจะเป็นป้ายรถเมล์ ผู้คนมากมาย
เดินแทรกกลุ่มชาวบ้านชาวช่องที่ยืนออกันเพื่อรอขึ้นรถเมล์ พยายามชะเง้อมองก็อะไรไม่เห็น เพราะคนยืนบังไปหมด ด้วยความสูงที่มีน้อยก็เลยเดินขึ้นบันไดร้านขายขายของข้างๆ ประมาณ 3-4 ขั้น เพื่อมองให้ชัดขึ้น กวาดสายตาเล็งตึกทุกคูหา จากขวามาซ้าย วัดอยู่ตรงไหน??
ณ วินาที นี้ในใจนึกพาลโกรธแท็กซี่ ^%$#*& ป้าดโธ่ พามาส่ง ทำไมไม่พามาจอดหน้าประตูวัดให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่แล้วก็เห็นซุ้มประตูสีทอง ทางซ้ายมือ จนได้
คาดว่า น่าจะใช่ที่นี่แน่นวล ก็เลยเดินไปซ้ายมือ และก็ใช่จริงๆ ด้วย ซุ้มประตูสีทอง ไม้ไผ่คาดค้ำยันไว้ซะมองแทบไม่ออก เดาได้ว่า ซ่อมแซม ยืนเล็งระยะปลอดภัยเพื่อวิ่งข้ามถนน ถนนฝุ่นตลบ เสียง แตรลั่น ไม่มีเส้นแบ่งเลน ขับกันมัน ไม่มีเบรก รถแล่นผ่านที ต้องยกผ้าพันคออุดจมูก
หลังจากวิ่งข้ามถนนมาได้ ภาพที่เห็นตรงหน้า คือ สวยงามมาก มากที่สุด
จากซุ้มประตูเดินเข้าไปประมาณ 20 เมตร ถึงโต๊ะขายตั๋ว รีบควักเงินซื้อตั๋วทันที 400 รูปี
ายไปแบบ เต็มใจ แต่โทรศัพท์แบตร่อแร่ power bank หมดไปแล้ว -*- ก็เลยเลือกถ่ายจุดที่ชอบ สถูปแห่งนี้สวย โดดเด่น ใหญ่มาก
โดยเฉพาะดวงตาทั้ง 4 ด้าน ให้อารมณ์อยู่ในห้วงภวังค์ เหมือนมีคนคอยมองอยู่ตลอดเวลา ธงมนตราพลิ้วปลิวสะบัดสวย ถนนคนเดินรอบๆ องศ์สถูปปูด้วยอิฐ และปูนซีเมนต์ผสม มีดินทรายสีแดงบ้าง
ร้านค้าเต็มพรึบ ร้านอาหารพรึบ สะอาด อึไม่มี ขยะไม่มีเกลื่อนกลาด เดินได้ครึ่งทาง แบตหมดสนิท ทำไงละทีนี้ เก็บภาพยังไม่รอบเลย ก็เลยมองหาร้านกาแฟ มีป้ายบอก ชื่อร้าน จำไม่ได้
เดินขึ้นไป 3 ชั้น บนดาดฟ้า โอ้ว ฟินเฟอร์ ร้านอาหารบนดาดฟ้า ก็เลยเดินไปสั่งกาแฟ มา 1 ถ้วย และ Chicken momo มา 1 จาน กับ ชานม 1 ถ้วย
แล้วส่งโทรศัพท์ให้พนักงานชาร์ตแบตโทรศัพท์ พักใหญ่อาหารก็มา ก็เลยนั่งชิลกับบรรยากาศด้านล่าง
นั่งชิล รอแบต แพรบนึง ได้แบตได้ที่ ก็เช็คบิล จำราคาไม่ได้อีกตามเคย ลงมาก็เดินเก็บงานถ่ายรูปวนไปค่ะ
ดูนาฬิการีบโกยแน่บ เพราะเลยเวลา นัดกับแท็กซี่ไปเกือบ 40 นาที ออกมารีบวิ่งข้ามถนน กลับไปยังจุดนัดหมาย เดินทางกลับถึงโรงแรม
แท๊กซี่กลับมาถึงโรงแรม ประมาณบ่าย 2 กว่าๆ ขึ้นห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงมากินข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม วันนี้เหนื่อยมากพอสมควรเลย หิวมาก
ตั้งใจสั่งเมนูที่ว่าเด็ดสุดๆ แต่สื่อสารกันไม่เข้าใจ เพราะพนักงานในห้องอาหารพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไอ้เราเองก็ฟังภาษาเค้าไม่ออก เมนูมื้อนี้ก็เลย ใช้นิ้วจิ้ม ค่ะ
55555+ หน้าตาเลยออกมา แปลกไปนิดหนึ่ง 15 นาทีไม่เกิน อาหารก็ยกมา นั่งรอสักพัก
มื้อนี้ ข้าวสวยอร่อยมาก มันนิ่มๆ มันๆ บอกไม่ถูก แต่มีความมันกว่าข้าวสวยปกติ ส่วนแกงรสชาติแปลกดี มันจืดๆ ชืดๆ ยังไงบอกไม่ถูก กร่อยๆ ก็เลยวิ่งขึ้นไปหยิบน้ำพริกปูทะเล ที่พกมาจากเมืองไทย มันเข้ากันมาก ฟาดไปเกือบหมด
ตบท้ายด้วย ชานม เช็คบิลไปเท่าไหร่ จำไม่ได้อีกตามเคย เดินกลับขึ้นห้องนอนพักเอาแรง คืนนี้ มีสถานที่อยากไปอีก 5555+
หลังจาก อิ่มท้องพักผ่อน ตื่นอีกครั้งช่วงใกล้ค่ำ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เดินออกจากโรงแรม เลี้ยวซ้าย ไปถนนคิงส์เวย์ ใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที
ย่านนี้จะเป็นแหล่งช้อปปิ้ง สีสันยามค่ำคืนน่าพิสมัย มีความต่างคนละแบบกับย่านทาเมล มีช้อปแบรนด์เนม โรงแรม ผับ รวมถึง KFC อยากจะลอง KFC ที่นี่ว่ารสชาติเหมือนบ้านเราหรือเปล่า เสียดายยังไม่ได้ลองเลยค่ะ
“King Lounge” คือพิกัดสำหรับคืนนี้ ว่ากันว่า ที่นี่ บรรยากาศดี สถานที่ใหม่ เค้าว่าดี จขกทก็ไม่ควรจะไม่พลาด เดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 บรรยากาศหรูหราดีค่ะ
จขกท เลือกนั่งชั้นบน ถึงเวลาสั่งอาหาร ก็ยังเป็นอาหารเนปาล เหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เค้ามีอาหารตะวันตก อ่านเมนูละ มึน
เพราะพนักงานเสริฟพูดภาษาอังกฤษแทบสื่อสารกันไม่เข้าใจ ก็เลย เอาวะ วิธีเดิม เอานิ้วจิ้ม มา 1 เมนุ และเลือก สั่งเบียร์ Sherpa craft beer ว่ากันว่ารสชาติดี ก็ต้องลอง
พักใหญ่เมนูที่สั่ง ก็มา เห็นปุ๊บ สตั้นไป 10 วิ เวนละ ^%$#@ สั่งอะไรไป
เพราะ ดูยังไง มันก้ไม่เข้ากับเบียร์สักนิด ก็เลยสั่ง Chicken momo ไปอีก 1 จาน
บรรยากาศเริ่มคักคักขึ้น ลูกค้าเข้ามาเพิ่มขึ้นจนเกือบเต็มทุกโต๊ะ และ สังเกตได้ ว่าทุกโต๊ะจะสั่ง บารากุ มาสูบ ไม่เว้นแต่ ผู้หญิงล้วน หรือชายล้วน ก็สูบกันสนุกสนาน
ดยเฉพาะผู้หญิงส่วนใหญ่ แต่งองศ์มาจัดเต็ม หรูหรามาก ประหนึ่งไปงานแต่งงาน อารมณ์นั้นเลยทีเดียว
ไอ้เรานี่กางเกงยีนต์ เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ คอตตูม ดูง่อยไปเลยทันที 5555+
สังเกต จอโมนิเตอร์เปิดหนังไทย เรือง องศ์บาก ค่ะ คือดี ภูมิใจ พี่จา พนม และ ป๊า
งฟังเพลงและดู องศ์บาก จนจบเรื่อง เรียกเช็คบิล อาหาร 2 อย่าง กับ เบียร์ 3กระป๋อง ประมาณ 2 พันปลายๆ รูปี
เอิ่ม แพง เอาเรื่อง เลยทีเดียว ออกจาก King Lounge เกือบเที่ยงคืน เดินกลับโรงแรม ประมาณ 20 นาที ไปแบบกึ่มๆ ถึงห้องพัก อาบน้ำ นอน จบวันอีก 1 วัน วันนี้เหนื่อยกว่าทุกวัน
วันนี้ ตื่นไว พลังก็ยังมีเหลือเฟือ แต่ฝนตกหนักช่วงเช้าตรู่พอดิบพอดี ก็เลยต้องนั่งแกร่วอยู่ในห้องจนฟ้าเริ่มสาง
ฝนเริ่มซาเม็ดละ และก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว ยังมีอีกหลายที่ยังไม่ไปเลย เริ่มเครียด เวลามีน้อย
รีบวิ่งไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ทว่า ความตั้งใจแรก ที่ว่าจะไปสำรวจตลาดเช้าในย่าน Asan ซึ่งจัดเป็นย่านที่มีตลาดเช้า โค้ตคัลเลอร์ฟูล ก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะสภาพถนนหลังฝนตก ไม่ต้องพูดถึง คือ เละ เอิ่ม บรรยายไม่ถูก
ม่อยากเดินลุยไปไกลๆ ก็เลยเลือกที่จะเดินเลาะไปเลาะมา กลับมาโผล่สถูปเดิมของวันแรก ก็เลยแวะเก็บภาพเพิ่มเติม
ก่อนจะเดินออกมา เลาะซอยนั่นซอยนี่ไปเรื่อย จนกลับมาถึงย่านทาเมล อีกครั้ง
ณ ตอนนี้ ร้านค้าเริ่มทะยอยเปิดร้านแล้ว
หลังจากมีการเปลี่ยนแผนตามสภาพภูมิอากาศเล็กน้อย ก็เดินชิลล์สำรวจไปเรื่อย ช่วงเช้าหลังฝนตก อากาศเย็นๆ ฉ่ำๆ แฉะๆ นิดหนึ่ง
เดินจนเหนื่อย ก็เลยแวะ ดื่มกาแฟที่ร้าน Green Organic Cafe รีวิวใน tripadvancer ก็ไม่เลวทีเดียว เราก็จะไม่พลาดอีกค่ะ ร้านกาแฟอยู่ชั้น 2 บรรยากาศ ชิล สโลว์ไลฟ์ ดีค่ะ
นั่งจิบกาแฟ พักใหญ่ เช็คบิล มุ่งหน้าไป อีกจุดหมาย ซึ่งตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนว่าเนปาล ว่า ต้องไปร้านนี้ให้ได้
หลังจากนั่งชิลล์พักใหญ่ เรียกพนักงานเก็บเงิน กาแฟถ้วยนี้ ราคา 169 รูปี 555+ เป็นรายการแรกที่จำราคาได้
เดินลงบันไดชั้น 2 มุ่งหน้าไป ร้านหนังสือ ที่เค้าว่าถ้ามาย่านทาเมลสำหรับคนรักการอ่าน ไม่ควรพลาด “Pilgrims Book House”
างในสวยดีค่ะ เป็นระเบียบเรียบร้อย โถงโล่งโปร่ง ไม่มีกลิ่นอับชื้น หนังสือมีหลากหลายค่ะ
ที่สะดุดตาบ่อยๆ คือ หนังสือเกี่ยวกับ Trek ภูเขา ศาสนา การเมือง โยคะ และตำรากามาสุตา เหอๆ
บอกเลยครบเครื่อง หลากลายจริงๆ ค่ะ ของฝาก ของที่ระลึกมีเยอะ เสื้อผ้าผู้หญิงในร้านนี้สวยมากค่ะ แม๊กซี่เดรสงานปักสไตล์อินเดีย เนปาล งานดีแต่งอะไหล่สวย ดูงามไม่โหล แต่ราคากระแทกหัวใจขาช้อปพอสมควรเลย
ถ้าใครชอบเสื้อยืดสกรีนลายเกี่ยวกับเนปาล ที่นี่มีหลากหลาย ลายเล็กลายใหญ่ สารพัดหลายจริงๆ จขกท ซื้อเสื้อยืดคอตตอน มา 2 ตัว ราคาตัวละประมาณหนึ่งร้อยสามสิบบาท ยืนเล็งอยู่พักใหญ่อยากได้หลายตัวเพราะสีสวยจริงๆ แต่แอบกลัวว่าซื้อมาจะยืดย้วยสีตก ซึ่งมันก็ผิดคาดมากๆ เพราะซักครั้งแรก นุ่มนิ่มใส่สบายสุดๆ จนกลายเป็นตัวที่ใส่บ่อยสุดในตอนนี้และยังไม่มีที่ท่าว่าจะย้วยเลย 5555+
ามีโอกาสไปอีกครั้ง จะไปสอยมาสักโหล 555+ นอกจากที่เอ่ยๆ ข้างบน ยังมีแมกเน็ตติดตู้เย็น เครื่องเขียน ฯลฯ สารพัดค่ะ
เดินออกจากร้านหนังสือ ก็ใกล้เที่ยง เลือกร้านนี้ค่ะ “Thakali Bhanchha Char”
เป็นอาหารเซ็ทซึ่ง บางคนเรียกว่า “Dal Bhat” แต่ จขกท ขอเรียก “thakali” นะคะ
เค้าว่ากันว่า ร้านนี้เด็ด เพราะฉะนั้นเราจะไม่พลาดค่ะ
ร้านตั้งอยู่บนชั้น 2 ทางขึ้นจะแคบๆ นิดหนึ่งป้ายหน้าร้านไม่ชัดเจน ต้องสังเกตจึงจะเห็น บรรยากาศในร้านจะโปร่ง โล่งไม่อึดอัด มีห้องส่วนตัวอีกโซน ลูกค้าพรึบ เต็มเกือบทุกโต๊ะ
จขกท เลือกสั่ง Thakali set 1 และ Chicken momo 1 นั่งรอประมาณ 10 นาที อาหารทั้งหมดถูกยกมาเสริฟ แอบร้อง ว๊าว ในใจ ถาดทองเหลืองสีสดอร่าม คู่กับแก้วน้ำทองเหลือง สวย ดูดี ดูแพง
และรสชาติก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ บอกเลยว่า อร่อยมาก ตลอดเวลาจะมีพนักงานเดินโฉบมาเติมเครื่องเคียงในถาดให้ ทุกอย่าง
ยกเว้น แกงที่เราเลือก ว่าจะเป็น ปลา หรือ ไก่ หรือ แพะ นอกนั้นสามารถเติมไม่อั้น ตราบเท่าที่เรากินได้ กินให้อิ่ม ค่ะ อร่อยมว๊ากกก ไม่มีกลิ่นเครื่องเทศแรงๆ อย่างที่หลายคนกังวลว่า กลิ่นฉุนจนกินไม่ได้นะคะ
เช็คบิลเก็บไปเท่าไหร่ จำไม่ได้อีกตามเคย จำได้เพียง มื้อนี้ เติมไป 2 รอบ อู้ว อิ่มแทบจุก 5555
แนะนำค่ะว่าใครมีโอกาสมาที่นี่ ต้องมาลองร้านนี้ค่ะ แล้วคุณจะรัก Thakali
หลังจากอิ่มท้องก็เดินต่อค่ะ (เดินอีกแล้ว) มุ่งหน้าไป New Road เป็นโซนคล้ายๆ ถนนคนเดิน ปลอดรถทุกประเภท บรรยากาศคึกคักดีค่ะ ตึกย่านนี้สวยงามทีเดียว ของเยอะ หลากหลายแบบ และหลายราคาด้วยเช่นกันค่ะ
ส่วนตัวคิดว่าย่านทาเมลมีเสน่ห์ในรูปแบบของเขาเอง จขกท เดินทุกซอกทุกซอย
ย่านถนนคนเดิน มีความสวย สะอาด น่าเดิน น่าแวะ น่าช็อปมากค่ะ จขกท เดินโฉบไปร้านหนังสืออีกร้าน
ภายนอกและภายในตกแต่งสวยงาม โดยเฉพาะเจ้าของร้านเป็นผู้หญิง น่ารักมาก
ธอบอกว่า เธอมาจากประเทศจีน และชอบเมืองไทย รู้สึกดีใจที่ได้เจอคนไทย โอ้ว ขุ่นพระ น่ารักอะไรเบอร์นั้น ยืนคุยกันครู่นึง ก็เลยขอตัวไป
ระหว่างทางแวะกินขนมกับกาแฟ อีก 2 ร้าน แต่แบตหมดเกลี้ยงเลยไม่ได้เก็บรูปมาฝาก
เดินกลับถึงโรงแรม ประมาณ 5 โมงเย็น พนักงานต้อนรับหน้าเคาน์เตอร์ถาม วันนี้เป็นไงบ้าง ไปไหน สนุกมั้ย ทานอะไรมาหรือยัง
ก็เลยได้โอกาสขอชาร์ตแบตและเปิดโทรศัพท์ให้พนักงานดูภาพที่เพิ่งถ่ายมา เพราะตั้งใจะถามถึงความแตกต่างระหว่าง “Dal Bhat” กับ “thakali”
แต่พนักงานถามขึ้นมาก่อน ว่าอร่อยไหม? มันก็เลยเป็นเหตุ
เมื่อพนักงานเห็นภาพ เค้าก็ย้อนถามว่า "อร่อยมั้ย" ก็ตอบทันทีว่า “อร่อยมาก”
จู่ๆ ผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเคาน์เตอร์ ก็ถามขึ้นมา “ทำไมคุณไม่กินที่โรงแรม เชฟที่โรงแรมก็ทำอร่อยนะ” น้ำเสียงประมาณสงสัยนิดหนึ่ง
ไอ้เราก็ดั๊นปากไว ตอบไปทันที ว่า “ลองแล้วแต่ไม่อร่อย” (นึกอยากตบปากตัวเองจริง)
เพราะคำตอบนั้น ทำให้พนักงาน 2 คนและผู้ชายคนที่ถาม ถึงกับ สตั้นไป 10 วิ
ก็เลยกลายเป็นประเด็นให้ต้องยืนคุยกันพักหนึ่งเกี่ยวกับเมนูที่ว่า สุดท้ายเขาแนะนำตัวเองว่า เขาเป็นเจ้าของโรงแรมนี้ ไอ้เราก็หันขวับไปมอง กรอบรูปที่แขวนอยู่ข้างๆ น่าจะเป็นใบอนุญาตประกอบการหรืออะไรประมาณนั้น มีรูปผู้ชายคนนี้แปะไว้ชัดเจน (ถึงบางอ้อ มิน่า พี่แกถึงฉะฉานน่าดู) ประมาณพี่แกมั่นใจในวัตถุดิบและความสะอาดรวมถึงรสชาติว่ามันอร่อยจริงๆ
ไอ้เราก็ยิ้มแหย่ นึกในใจ “เรื่องยาวเลยตรู” 5555
แกไม่อธิบายเฉยๆ นะ แต่กลับเรียกให้เดินไปที่ห้องครัวด้วยกัน ไอ้เราก็มีความอยากรู้ เดินอ้อมหลังล๊อบบี้ไปประมาณ 20 เมตร ก็ถึงห้องครัว เขาเรียกเชฟมาและแนะนำว่าเชฟที่นี่ทำอาหารเก่ง บลาๆๆๆๆ 5555+
นึกในใจ เอาวะ เก่งก็เก่ง เหอๆ ว่าไงก็ว่ากัน โดยที่ไม่ลืมหันไปกำชับกับเชฟ ว่า จัด Thakali set ให้ Madam room 502
หอๆ แอบนึกในใจ จะมีใครต้องมายืนสั่งอาหารหน้าเขียง แบบนี้บ้างเนี้ย 555
หลังจากสั่งอาหารหน้าเขียงเรียบร้อย เขาก็หันมาถามว่า ทานอาหารกี่ทุ่ม เราก็บอกว่า 2-3 ทุ่ม เขาเลยบอกว่า โอเค 3 ทุ่ม อาหารพร้อมที่ห้องอาหาร ไอ้เราก็เหวอๆ ตอบ โอเค โอเค แล้วก็เดินขึ้นบันไดกลับห้องพักชั้น 5 อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ เพื่อความสดชื่นนิดหนึ่ง เพราะวันนี้เดินเยอะมากค่ะ
ระมาณ 2 ทุ่มครึ่ง พนักงานโทรขึ้นมาบอกว่า "อาหารพร้อมเสริฟที่ห้องอาหารชั้น 3 แล้ว หรือจะรับอาหารบนห้องพัก”
หม่ ฟังดู มันจะให้ความรู้สึก Exclusive จริงๆ 5555
ก็เลยตอบว่าจะลงไปที่ห้องอาหาร
ว่าแล้วก็เก็บของ หยิบกระเป๋าเงินและโทรศัพท์เดินลงบันไดไปห้องอาหารซึ่งอยู่บนชั้น 3 มีแขกนั่งอยู่ 3-4 โต๊ะ และ เจ้าของโรงแรมกับเพื่อนๆ อีก 3 คน นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ กำลังดูแข่งขันคริกเก็ต (Cricret)
เขาก็หันมาบอกว่า “ลองทานและเปรียบเทียบกับร้านที่ทานมาว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง”
ไอ้เราก็ ยิ้มๆ นึกในใจ อร่อยหรือไม่อร่อย ชั่วโมงนี้ก็คงต้องบอก อร่อยหมดทุกเมนู ละ ว่าแล้วก็กลับมาสนใจอาหารตรงหน้า มื้อนี้ต้องอิ่มอีกแน่นอน
Thakali Set จัดวางในถาดหน้าตางดงาม มาพร้อมแกงมันฝรั่ง กับอะไรไม่รู้ 5555
รู้แต่อร่อยมาก สมคำแนะนำ และพนักงานเติมข้าวเติมผักเครื่องเคียงไม่อั้น อิ่มพุงจิแตกเลยมื้อนี้ เติมไป 2ชามใหญ่ๆ
มื้อนี้อิ่มมาก กินข้าวเสร็จก็เกือบ 4 ทุ่ม กลับขึ้นห้องไปเก็บกระเป๋า พับเสื้อผ้า เตรียมเดินทางกลับแต่พรุ่งนี้ก็ยังมีเวลาอีกครึ่งวัน เพราะเครื่องออก บ่าย 3 ว่าแล้วก็มีแผนต่อรีบเข้านอนเพื่อตื่นเช้า
แสดงความคิดเห็น

Booking.com
   JournyMan
อาหารที่นั่นอร่อยไหมครับ
ตอบกลับ

  คุณป้าวินเทจ
อร่อยมากๆ ค่ะ เครื่องเทศไม่แรง ถ้าคนที่ชอบเครื่องแกงกะทิ มันๆ นิดหน่อย รับรอง กินไม่เบื่อเลยค่ะ
2019-05-16 09:31:45 ลบ